now know... "..หากสมองถูกอัดแน่นไปด้วยข้อมูลจากการอ่านและขยะทางความคิด บางสิ่งบางอย่าง ประสบการณ์ ความทรงจำ ความรู้สึกดีๆ อาจจะละลายสาบสูญไปจากสมอง การเขียนถือเป็นการจัดระเบียบความคิด เก็บกวาดแต่งแต้มจินตนาการที่รกร้างกระจัดกระจายให้เป็นที่เป็นทาง .. คงมีใครสักคนที่อาจได้แง่คิดและมุมมองจากการบอกเล่าเรื่องราว ประสบการณ์ชีวิต ความคิดคำนึง และจินตนาการ ผ่านงานเขียนในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใครของคุณก็เป็นได้.."
** คลิกดูคลิป PlayList ชี้แนะเส้นทาง เที่ยวไปกับjazz..... ** 1/17 ถึง 17/17

วันอาทิตย์ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

เคยได้ยินไหม? "เงินเลี้ยงหัวใจแม่"

เคยได้ยินไหม? "เงินเลี้ยงหัวใจแม่"
By: Nameless

"..เลี้ยงกาย..อิ่มกาย เลี้ยงใจ..อิ่มใจ .. แม้วันนี้จะยังไม่พร้อมเลี้ยงท่านให้อิ่มทางกาย แต่เราสามารถเลี้ยงท่านให้อิ่มทางใจได้แล้ว โดยการทำให้ท่าน ชื่นอกชื่นใจ เย็นอกเย็นใจ สบายอกสบายใจ สุขอกสุขใจ ดีอกดีใจ เพียงเท่านี้ก็เป็นประหนึ่งดั่งว่าได้ทำให้ท่านขึ้นสวรรค์ทางใจแล้ว.."

อาจารย์ของผมท่านได้ให้เงินเดือนคุณแม่ของท่านเดือนละ 1,000 บาท เป็นประจำทุกเดือน

ผมสงสัยทำไมต้องให้เงินคุณแม่เดือนละ 1,000 บาท? ในเมื่อคุณแม่ก็อยู่บ้านหลังเดียวกับอาจารย์อยู่แล้ว ค่าใช้จ่ายสำหรับท่าน อาจารย์ก็จัดการทั้งหมดอยู่แล้ว

วันหนึ่งสบโอกาสผมจึงตัดสินใจ ถามอาจารย์ "อาจารย์กำลังทำอะไรครับ?"

อาจารย์ตอบว่า "ผมกำลังตัดรายจ่ายอยู่.. ผมต้องจ่ายค่าแม่ครัว คนขับรถ คนสวน ค่าใช้จ่ายในบ้าน และให้คุณแม่อีกเดือนละ 1,000 บาท.. ตอนนี้รายได้กับรายจ่ายมันไม่ค่อยสัมพันธ์กัน ต้องตัดรายจ่ายลงบ้าง"

ผมเลยบอกว่า "เงินเดือนที่ให้คุณแม่ 1,000 ตัดได้นี่ครับ.. อาหาร 3 มื้อ อาจารย์ก็จัดให้ท่านเรียบร้อย เสื้อผ้าก็ซื้อให้ใหม่ปีละ 3 ชุด ไม่สบาย อาจารย์ก็พาหมอมาฉีดยาให้ คุณแม่ตาบอดไม่ได้ไปไหน ฉะนั้นเงินเดือน 1,000 นี่ ตัดได้ครับ"

อาจารย์บอกว่า "ตัดไม่ได้เด็ดขาด...1,000 บาทนี่สำคัญที่สุด เพราะเป็นเงินสำหรับเลี้ยงหัวใจแม่!"

ผมฟังแล้วสะอึก! "เงินเลี้ยงหัวใจแม่" ..พวกเราเคยได้ยินไหมครับ?

อาจารย์บอกต่อ..

"หัวใจต้องการอาหารที่มาหล่อเลี้ยงให้เอิบอิ่ม เบิกบาน เป็นสุข.. คุณลองนึกดู คนที่ไม่มีเงินอยู่ในตัวเลยนี่เป็นยังไง? หัวใจมันแฟบ หัวใจมันเหี่ยวเฉา-เหมือนดอกไม้ยามเย็น ใครที่เป็นมนุษย์เงินเดือนจะรู้ พอเลยวันที่ 25 ไปแล้วนี่ มันเหี่ยวๆยังไงชอบกล ไม่มีเงินค่ารถ ค่าอาหาร ซื้อข้าวสาร มันเหี่ยวไปจนถึงสิ้นเดือน..

แม่อยู่กับเราก็จริง แต่ถ้าแม่ไม่มีเงินอยู่ในมือนี่ หัวใจท่านเหี่ยว พอถึงวันเงินเดือนออก ทุกคนหน้าบานเหมือนดอกไม้ยามเช้า จิตใจสดชื่นเบิกบาน มีความสุข รับเงินเดือนมาใหม่ๆ หน้าสดใส สั่งกาแฟยังเสียงดัง ฟังชัด..

ทุกสิ้นเดือนพอเงินเดือนออก ผมเข้าไปสวัสดีแม่ บอกแม่ว่า วันนี้เงินเดือนออกครับ ผมเอาเงินใส่มือแม่ 1,000 บาท แม่ก็ให้พร แล้วเก็บเงินไว้ใต้หมอนไว้อย่างมีความสุข"

เงิน 1,000 บาท เลี้ยงหัวใจแม่อย่างไร?

วันหนึ่งน้องของอาจารย์พาภรรยาไปคลอดลูก คุณแม่ก็ซื้อทองให้หลานด้วยเงิน 1,000 บาท ที่เก็บสะสมไว้ ท่านกอดหลานสาว.. สวมสร้อยให้พร้อมให้พร

พอเด็กคนนี้โตพอพูดได้ มีคนถามว่าสายสร้อยนี้ใครซื้อให้ เด็กก็จะตอบว่า "คุณย่าซื้อให้" ชี้มือไปที่คนตาบอด คนที่ใหญ่ที่สุดในบ้านคือคุณย่า ไม่ใช่พ่อแม่ เพราะเงิน 1,000 บาท นี่ทำให้คนตาบอดดูน่าเกรงขาม ถ้าคุณแม่ไม่มีเงิน จะรับขวัญหลานได้อย่างไร? เห็นไหมครับ?

ไม่ใช่ว่าพอโตขึ้น มีคนถามว่าคนนี้เป็นใคร เด็กบอกว่ายายแก่ตาบอดที่มาอาศัยพ่อแม่ฉันอยู่ เห็นหรือยังคุณว่าเงินเดือน 1,000 บาทนี่ทำให้คนแก่ตาบอดมีคุณค่าขึ้นมาได้

วันดีคืนดี แม่ครัวล้างชามเสร็จ คุณแม่ก็บอกให้มานวดขาให้ แม่ครัวหน้ามุ่ยทำงานเหนื่อยยังต้องมานวดให้อีก นั่งขยำๆคว่ำหน้า พอนวดเสร็จคุณย่าหยิบเงินให้ 100 บาท แม่ครัวยิ้มหน้าบาน ยกมือไหว้ ขอบคุณค่ะ

วันรุ่งขึ้นพอล้างจานเสร็จ รีบวิ่งมานั่งใกล้ๆ.. วันนี้นวดอีกไหมคะคุณย่า?

เห็นไหม..เงินเดือน 1,000 บาท ที่เราให้แม่ของเรามีฤทธิ์ขึ้นมาได้ มีคนมายกมือไหว้ มีคนมาปรนนิบัติ มีคนมานวดให้ ถ้าไม่มีเงินเดือน 1,000 บาทนี้แม่เราจะมีฤทธิ์ได้อย่างไร?

บันไดไปสวรรค์ด้วยเงิน 1,000 บาท

วันหนึ่ง กำนันมาที่บ้านอาจารย์ หารือจะปรับปรุงห้องน้ำวัดที่ชำรุดทรุดโทรม แม่อาจารย์ได้ยินกวักมือเรียกอาจารย์ แล้วคุณแม่ยกหมอนขึ้น นับเงินมา 5,000 บาท บอกเอาไปให้กำนันปรับปรุงห้องน้ำ

เห็นมั๊ยว่าเงินเดือน 1,000 ที่เราให้เป็นบันไดพาแม่ไปสวรรค์.. นี่ถ้าแม่ไม่มีเงินในมือแม่จะได้ทำบุญไหม?

พอกำนันรับเงินเสร็จ ก็เดินผ่านไปบ้านถัดไป ลุงแก่ๆบ้านโน้นกำลังเก็บผ้าอยู่ในบ้าน กำนันตะโกนข้ามรั้ว ทำบุญสร้างส้วมไหมลุง?

ลุงข้างบ้านตอบ "ลุงไม่มีเงินหรอก ลุงอาศัยลูกสาวเขาอยู่ เดี๋ยวเผื่อลูกสาวเขากลับมาทันจะขอเงินเขาทำบุญ"

เพราะลูกเค้าไม่ได้ให้เงินเดือนลุง ลุงคนนี้เป็นเพียงแค่คนเก็บผ้าของลูกๆ ลุงคนนี้ไม่มีเงิน เพราะลูกเอามาเลี้ยง เอาไว้คอยเก็บผ้า!

เป็นยังไงบ้างครับ.. เห็นอิทธิฤทธิ์ของเงิน 1,000 บาท "เงินเลี้ยงหัวใจแม่" แล้วหรือยังครับ

วันนี้เราให้ "เงินเลี้ยงหัวใจแม่" แล้วหรือยัง?

* * * * *

@ *pdf เลี้ยงกายเลี้ยงใจพ่อแม่ [หลวงพ่อจรัญ]

* * * * *

เพลงแม่ เพราะๆซึ้งๆ

* * * * *

"น้ำพริกกุ้งแห้ง"
By: "เจ๊ส้มลิ้ม"

"..คลุกข้าวสวยร้อนๆ กินแก้มกับหมูทอด ผักบุ้งต้มหั่นฝอย เท่านี้ก็อร่อยแล้วค่ะ.."

สวัสดีค่ะ..คุณผู้อ่าน

พบกับ "เจ๊ส้มลิ้ม" อีกครั้งนะคะ หลังจากที่ครั้งแรกยืมเฟสคุณสามีโพสต์เรื่องการบ้านการเสื้อผ้าจนถูกแอดมินลบชื่อออกจากกลุ่ม 555

คราวนี้หวังว่าแอดมินกลุ่มต่างๆคงไม่ใจจืดใจดำลบออกจากกลุ่มอีกนะคะ

หลังจาก "เจ๊ส้มลิ้ม" เกษียณมาหมาดๆ มาอยู่เฝ้าบ้านเป็นเพื่อนคุณสามี ก็มีเวลาว่างเยอะแหละค่ะ

ก่อนหน้า 37 ปีที่ผ่านมา "เจ๊ส้มลิ้ม" ต้องตื่นแต่เช้ามืด อาบน้ำแต่งตัวไปทำงาน กว่าจะกลับถึงบ้านก็มืดค่ำทุ่มสองทุ่มเข้าไปแล้วล่ะค่ะ

ก็คนมันเคยตื่นแต่เช้านี่คะ จะให้นอนคุดคู้อยู่บนที่นอนได้ไง

ตื่นแต่เช้า "เจ๊ส้มลิ้ม" ชวนคุณสามีเดินสำรวจรอบหมู่บ้านที่อาศัยปัจจุบันซึ่งเป็นชุมชนขนาดใหญ่ พอดวงอาทิตย์โผล่ก็แวะตลาดสดกลางหมู่บ้านนั่นแหละค่ะ หาซื้อผักผลไม้กลับมาทำอาหารเช้ารับประทานที่บ้าน

ก็เป็นความสุขเล็กๆของคนที่เพิ่งเกษียณมาหมาดๆแหละค่ะ

และแล้วเช้าวันนั้น "เจ๊ส้มลิ้ม" ก็พบความจริงอันนึง คุณผู้อ่านเชื่อมั้ยคะ.. เดี๋ยวนี้อาชีพที่ฮิตที่สุดของผู้สูงอายุคือ "เดินเก็บของเก่า" ค่ะ

เท่าที่เห็น ผู้สูงอายุ "เดินเก็บของเก่า" 5 ราย เป็นหญิง 2 ชาย 3 ค่ะ

โอ้พระเจ้ากล้วยทอด เศรษฐกิจ รบ.ยึดอำนาจ เป็นแบบนี้กันแล้วรึ?

ผ่าน..ผ่าน.. ไม่คอมเม้นท์จ้า!

มา..เข้าเรื่องที่อยากจะเล่าให้ฟังกันดีกว่าค่ะ

ห่างจากบ้าน "เจ๊ส้มลิ้ม" ไปประมาณ 1 กิโลเมตร มีคุณยายท่านหนึ่งอายุก็ราวๆ 70-80 "เจ๊ส้มลิ้ม" เดินผ่านไปทีไรก็เห็นท่านนั่งอยู่หน้าบ้าน เห็นครั้งแรก "เจ๊ส้มลิ้ม" นึกว่าท่านนั่งขอทาน นาทีนั้น "เจ๊ส้มลิ้ม" คิดถึงแม่ที่จากไปแล้ว นึกสงสารคุณยาย เลยควักแบ้งร้อยยัดใส่มือของท่าน

เท่านั้นแหละค่ะ คุณยายเอะอะโวยวายลั่นไปเลย

คุณยายท่านว่าท่านไม่ได้นั่งขอทาน ที่นั่งอยู่นี่ก็บ้านหลานชายของท่านเอง

"เจ๊ส้มลิ้ม" ยกมือไหว้ขอโทษขอโพยคุณยายค่ะ และขออนุญาตนั่งคุยด้วย สักพักก็คุยกันถูกคอ คุณยายท่านเล่าให้ฟังหลายเรื่องราว เป็นชีวิตที่น่าสงสารและน่าเห็นใจของตัวคุณยายเอง สุขบ้างทุกข์บ้างคละเคล้ากันไป เอาเป็นว่า "เจ๊ส้มลิ้ม" ขออนุญาตไม่ขยายความต่อนะคะ

แล้วความคิดนึงก็แว้บเข้ามาในสมองอันน้อยนิดของ "เจ๊ส้มลิ้ม"

2-3 วันต่อมา "เจ๊ส้มลิ้ม" เอา "น้ำพริกกุ้งแห้ง" ไปฝากคุณยาย 28 ถ้วยพลาสติก

"น้ำพริกกุ้งแห้ง" เป็นน้ำพริกประจำบ้าน "เจ๊ส้มลิ้ม" ทำกินเป็นประจำ ไว้ชูรสเวลากินข้าวไม่อร่อย ไม่ใส่สารกันบูด แต่ใส่กุ้งแห้งครึ่งกิโลกรัม

ส่วนผสมนี้ "เจ๊ส้มลิ้ม" ปรุงครั้งนึงจะได้ 28 ถ้วยพลาสติก(Ǿ75 5oz) ถ้าใส่กระปุกแก้วเก็บไว้กินเป็นเดือนๆก็ไม่เสีย

"น้ำพริกกุ้งแห้ง" สูตรนี้ ทั้งเผ็ดและเค็ม ที่เค็มคือใส่กุ้งแห้งเยอะค่ะ สำหรับคลุกข้าวสวยร้อนๆ กินแก้มกับหมูทอด ผักบุ้งต้มหั่นฝอย เท่านี้ก็อร่อยแล้วค่ะ

วันต่อมา "เจ๊ส้มลิ้ม" เดินผ่านไป คุณยายบอกว่าน้ำพริกกุ้งแห้งที่ให้มา ยายไม่ทันได้กิน แต่มีคนมาขอซื้อ ไม่ถึงชั่วโมงก็ขายเกลี้ยง

ว่าแล้วคุณยายก็นับเงินส่งให้ "เจ๊ส้มลิ้ม" 840 บาท "คนซื้อบอกว่าแซบดี ถ้ามีอีกก็เอามาให้อีก ยายจะนั่งขายน้ำพริกกุ้งแห้งนี่แหละอีหนูเอ๊ย"

"???"

"เงินหนูไม่เอา คุณยายเก็บไว้ใช้ไว้ทำบุญเถอะค่ะ"

"???"

"ทุกต้นเดือนหนูจะเอาน้ำพริกมาให้คุณยายอีกนะคะ"

"???"

"ไม่ต้องคิดอะไรมากค่ะ คุณยายจะได้มีเงินไปทำบุญที่วัดทุกวันพระไงคะ"

"???"

หุหุ.. แม่นักสังคมสงเคราะห์ โนเนม 555

"???"

วันนี้โชคดีนะคะ คุณผู้อ่านทุกๆคน..

"เจ๊ส้มลิ้ม บูติคซิตี้"
8 พฤศจิกายน 2560

* * * * *

* * * * *

* * * * *

* * * * *

วันเสาร์ที่ 11 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ทวงถามเงินบำเหน็จชราภาพที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายไม่ครบ

ทวงถามเงินบำเหน็จชราภาพที่สำนักงานประกันสังคมจ่ายไม่ครบ

"..ตอนจะเอาใช้กฎหมายบังคับเอาไปทันที พอตอนจ่ายคืนต้องอุทธรณ์อยู่หลายปีกว่าจะได้ครบ .. เงินสองพันกว่าๆแค่รายเดียวมองเผินๆมันน้อยนิดก็จริง ถ้าเป็นหมื่นเป็นแสนเป็นล้านรายละ เงินมันมหาศาลแค่ไหน? คิดซิ..คิดซิ!!.."

"เจ๊ส้มลิ้ม"ได้เกษียณ 2 ครั้งนะคะ

ระยะเวลาที่"เจ๊ส้มลิ้ม"ทำงานกับ"บูติคแฟคตอรี่" ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2522 ถึง วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2559 รวมทั้งหมด 37 ปีเต็มๆค่ะ

*เกษียณครั้งแรก วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2556 เกษียณอายุ 55 ปี ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม ตำแหน่งก่อนเกษียณ"เจ๊ส้มลิ้ม"อยู่ที่"แผนกแพทเทริน"ค่ะ

"บูติคแฟคตอรี่" มอบของขวัญ "สลากออมสินพิเศษ" มูลค่า 2,000.00 บาท ให้"เจ๊ส้มลิ้ม"ด้วยค่ะ

และ "ประกันสังคม" *ข้อความ((ในวงเล็บ))ต่อไปนี้ โปรดสังเกตปี พ.ศ.นะคะ..

((... หลังจาก"เจ๊ส้มลิ้ม"ติดต่อทำเรื่องเกษียณแล้ว วันที่ 18 เมษายน 2556 และวันที่ 5 มิถุนายน 2556 "ประกันสังคม" อนุมัติจ่ายเงินสะสม+ผลประโยชน์ตอบแทนทั้งหมด 136,295.24 บาท ซึ่งมันน้อยกว่าที่"เจ๊ส้มลิ้ม"คำนวณไว้ (เก่งกว่าเจ้าหน้าที่อีกค่ะ..หุหุ)

"เจ๊ส้มลิ้ม"จึงอุทธรณ์ครั้งแรก เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2556 และได้รับอนุมัติให้จ่ายเงินสะสม+ผลประโยชน์ตอบแทนครบ 148,854.92 บาท เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 (ที่ รง ๐๖๒๖/ปย ๑๓๓๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ผู้ลงนาม นางณัฐธิกานต์ เดชอุปการ)

แต่ "เจ๊ส้มลิ้ม"คำนวณเอง ว่าจะได้รับเงินสะสม+ผลประโยชน์ตอบแทนรวมทั้งหมด 151,320.40 บาท จึงอุทธรณ์ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2558 ว่าทาง"ประกันสังคม"จ่ายเงินไม่ครบยังขาดอีก 2,465.48 บาท

"เจ๊ส้มลิ้ม"ยื่นอุทธรณ์ทั้ง 2 ครั้งที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 10 เขตมีนบุรี

น.ส.สุนันทา นาคดี นักวิชาการแรงงานชำนาญการ เป็นผู้รับแบบอุทธรณ์ทั้ง 2 ครั้งค่ะ

วิธีคำนวณของ"เจ๊ส้มลิ้ม" กรุณาดูคำอุทธรณ์ 1/2 และ 2/2 ที่แนบมาพร้อมกับบทความนี้นะคะ

แต่จนถึงป่านนี้(วันที่ 13 กันยายน 2560) "เจ๊ส้มลิ้ม"ยังไม่ได้รับอนุมัติให้จ่ายเงินที่ยังค้างจ่ายตามที่อุทธรณ์ครั้งที่ 2 ไว้นะคะ ...))

หนึ่งเดือนให้หลัง ต่อมา วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2556 "บูติคแฟคตอรี่"ก็เรียก"เจ๊ส้มลิ้ม"กลับเข้าทำงานตำแหน่งเดิมอีกครั้ง

*เกษียณครั้งที่สอง วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2559 เกษียณอายุ 58 ปี ตำแหน่งก่อนเกษียณ"เจ๊ส้มลิ้ม"อยู่ที่"แผนกตรวจสอบคุณภาพ" หรือ QC ค่ะ

เกษียณครั้งนี้ "บูติคแฟคตอรี่" ได้จ่ายเงินชดเชยให้"เจ๊ส้มลิ้ม" 114,000.00 บาท

และ"ประกันสังคม"จ่ายเงินสะสม+ผลประโยชน์ตอบแทนให้"เจ๊ส้มลิ้ม" 36,138.59 บาท เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2560

* * * * *

ที่ รง ๐๖๒๖/ปย ๑๓๓๗ ลว.22พ.ค.58 นางณัฐธิกานต์ เดชอุปการ
เงินสมทบกรณีชราภาพ 114,757.02 บาท
ผลประโยชน์ตอบแทน 34,097.90 บาท
รวมเป็นเงินบำเหน็จชราภาพ 148,854.92 บาท

น่าจะเป็น
--- เงินสมทบกรณีชราภาพ 114,757.02 บาท
--- ผลประโยชน์ตอบแทน 36,563.38 บาท
--- รวมเป็นเงินบำเหน็จชราภาพ 151,320.40 บาท

--- ขาดอีก (151,320.40 - 148,854.92) 2,465.48 บาท

จ่ายครบแล้วจ้า เช็คธนาคารกรุงไทย ลงวันที่ 1/11/2560 จำนวนเงิน 2,465.48 บาท

* * * * *

@ ลูกจ้างทุกคนโปรดทราบ (คลิกที่นี่..) "..ประกาศใช้ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2560 ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2560 เป็นต้นไป .. ลูกจ้างเกษียณอายุถือเป็นการเลิกจ้าง นายจ้างต้องจ่ายค่าชดเชยตามที่กฎหมายกำหนด.."

* * * * *

"เกร็ดชีวิตเล็กๆของ"เจ๊ส้มลิ้ม"จ้า!!"

วันนี้อารมณ์ดี มา..จะเล่าเกร็ดชีวิตเล็กๆของ"เจ๊ส้มลิ้ม"ให้อ่านกัน!!

@ "ชีวิตในวัยเด็ก"

"เจ๊ส้มลิ้ม"บ้านเกิดอยู่ที่ดอนกระเบื้องตำบลพงสวายจังหวัดราชบุรีโน่น พ.ศ.2501 เป็นปีเกิดค่ะ

ตอนเด็กๆ"เจ๊ส้มลิ้ม"น่ารักนะคะ ใครเห็นก็ทักใครเห็นก็ชมว่าหน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา จนกระทั่งคำว่า"จิ้มลิ้ม"เกือบจะกลายเป็นชื่อของ"เจ๊ส้มลิ้ม"ไปแล้วค่ะ

ถ้าไม่เผอิญช่วงเวลานั้นมีคุณนาย"ส้มลิ้ม"เศรษฐีนีผู้ใจบุญสุนทานกำลังโด่งดังขจรขจรขจายถึงความมั่งคั่งและความใจบุญสุนทาน คุณยายของ"เจ๊ส้มลิ้ม"ได้ช่องจึงตั้งชื่อตามว่า"ส้มลิ้ม"ไงคะ เพราะอยากให้หลานสาวคนนี้เติบใหญ่เป็นเศรษฐีนีกับเขาบ้าง..อิอิ

ปัจจุบัน"เจ๊ส้มลิ้ม"เป็นได้แค่ "เศษ"ฐ๊นี เท่านั้นค่ะ 555

ชีวิตในวัยเด็ก"เจ๊ส้มลิ้ม"ก็เหมือนๆคนบ้านนอกทั่วๆไปล่ะค่ะ ตื่นเช้าก็เข้าครัวหุงข้าวทำกับข้าวกับปลาแล้วก็หอบหนังสือไปโรงเรียน กลับจากโรงเรียนก็เข้าครัวอีกแหละ

พ่อแม่"เจ๊ส้มลิ้ม"เป็นชาวนาค่ะ ทำนาปลูกข้าวสองคนตายาย ออกบ้านแต่เช้ามืดเย็นย่ำค่ำลงถึงจะกลับถึงบ้าน ตอนนั้น"เจ๊ส้มลิ้ม"ไม่มีสมาธิจะเรียนแล้ว ร่ำๆจะลาออกกลางคันเพราะสงสารพ่อแม่ที่ต้องทำงานหนัก แต่ท่านทั้งสองห้ามไว้ค่ะ

จนกระทั่งเรียนจบ"เจ๊ส้มลิ้ม"ก็ออกมาช่วยพ่อแม่ทำนาค่ะ หลีกทางให้พี่ชายได้เรียนต่อชั้นมัธยม ด้วยข้ออ้างพี่เป็นผู้ชายจะต้องเรียนให้สูงๆจะได้เป็นหลักครอบครัวของเราค่ะ

"เจ๊ส้มลิ้ม"ก็อ้างๆไปยังงั้นแหละ แต่ความจริงเป็นเพราะ"เจ๊ส้มลิ้ม"สงสารพ่อแม่ที่ต้องทำงานหนักมากกว่าค่ะ

เมื่อเติบโตเป็นสาวรุ่นๆ"เจ๊ส้มลิ้ม"มีเพื่อนเยอะค่ะทั้งชายหญิง ก็เพื่อนๆร่วมรุ่นที่เรียนหนังสือโรงเรียนวัดมาด้วยกันไงล่ะคะ เพื่อนบางคนที่พ่อแม่มีอันจะกินก็เข้าไปเรียนต่อชั้นมัธยมในเมืองกัน ก็เกือบจะทุกคนแหละค่ะที่ได้เรียนต่อ ยกเว้น"เจ๊ส้มลิ้ม"คนเดียวที่ก้มๆเงยๆทำนาปลูกข้าวกลางทุ่งกลางนาอยู่งกๆ

"เจ๊ส้มลิ้ม"ช่วยพ่อแม่ทำนาอยู่หลายปีค่ะ ก็ทุลักทุเลลุ่มๆดอนๆไปตามจังหวะชีวิตแหละค่ะ ไม่ก้าวหน้าไปไหนมีแต่ถอยหลังลงคลองไปเรื่อยๆ

หันไปมองเพื่อนๆที่ก้าวหน้าไปคนแล้วคนเล่า แล้วก็หันกลับมามองตัวเอง น่าสังเวชเกิ้น.. ตอนนั้น"เจ๊ส้มลิ้ม"รู้สึกเบื่อๆกับชีวิตเช้าก็ทำนาเย็นก็ทำนามืดก็ทำนา ทำนา ทำนา ทำนา อยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน เบื่อ เบื่อๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ ค่ะ

แล้วก็เหมือนฟ้ามาโปรด ก็ให้เผอิญมีพี่ข้างบ้านไปเรียนจบวิชาตัดเย็บเสื้อมาจากกรุงเทพฯเปิดร้านอยู่หน้าตลาดในตัวเมืองราชบุรี "เจ๊ส้มลิ้ม"จึงตัดสินใจเลิกทำนาไปเรียนตัดเย็บเสื้อผ้ากับพี่เค้าซึ่งพ่อแม่ก็เห็นดีเห็นชอบอนุญาตให้ไปเรียนได้ค่ะ

* * * * *

@ "เข้ากรุงเทพฯหางานทำจ้า"

หลังจากฝึกปรือวิทยายุทธวิชาตัดเย็บเสื้อผ้าจนเก่งพอตัวพอจะบินเดี่ยวได้แล้ว ตอนนั้นพ่อแม่ซื้อจักรเย็บผ้ายี่ห้อซิงเกอร์ให้ 1 คัน "เจ๊ส้มลิ้ม" ก็รับจ้างตัดเย็บเสื้อผ้าให้คนแถวๆบ้าน วันนึงก็ได้หลายตังค์อยู่

นึกแล้วขำ.. เรียนมาแทบตายต้องมาเย็บชายผ้าขะม้าต่อผ้าถุงปะตูดตัดขาต่อขาทั้งกางเกงขาสั้นขายาว โอ้ย..สารพัดงานที่เขาจ้าง แต่ไม่มีใครสักคนกล้าให้"เจ๊ส้มลิ้ม"วัดตัวตัดเสื้อตัดชุดตัดกระโปรงกับเขาบ้าง ก็งานอย่างนี้"เจ๊ส้มลิ้ม"ไม่ได้แอ้มกับเขาหรอก โน่น..เขาไปตัดกับช่างที่จบมาจากกรุงเทพฯโน่น..

และแล้ว"เจ๊ส้มลิ้ม"ก็ตัดสินใจเข้าไปเผชิญโชคในกรุงเทพมหานครเมืองหลวงของประเทศไทยตามคำชักชวนของน้า(น้องสาวแม่)ที่ออกเรือนไปอยู่บ้านสามีที่คลองจั่นบางกะปิ

ก็กินนอนอยู่กับน้าอยู่หลายเดือน จนตอนนั้น"เจ๊ส้มลิ้ม"ตัวกลมอ้วนเป็นหมูตอนเลยล่ะค่ะ ตื่นเช้ามาก็ออกไปซื้อหนังสือพิมพ์ที่ร้านปากซอยซึ่งตอนนั้นเขาขายเล่มละ 2 บาท แล้วก็พลิกๆหาหน้า ที่เขาลงแจ้งความรับสมัครงาน ตั้งแต่หน้าแรกจนถึงหน้าสุดท้าย

งานมีให้เลือกทำแต่ที่ทำงานอยู่ไกลโพ้น บ้านอยู่บางกะปิแต่ที่ทำงานอยู่พระประแดงโน่นใครจะถ่อไปไหว เฉพาะนั่งรถเมล์ก็ครึ่งค่อนวันเข้าไปแล้ว อ้อ..ลืมบอกตอนนั้นค่าโดยสารรถเมล์ตลอดสาย 75 สตางค์เท่านั้นค่ะ

มีอีกเรื่องลืมบอก "เจ๊ส้มลิ้ม"เคยไปสมัครงานโรงงานทำซิปที่ถนนลาดพร้าวซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบางกะปินัก เดินทางสบายๆ แต่เขาไม่รับค่ะ

* * * * *

@ "ไชโย ได้งานทำแล้วนะคะ"

"นิวซิตี้แฟคตอรี่" ตั้งอยู่ที่ถนนสุรวงศ์บางรัก เขาขยายกิจการต้องการพนักงานหลายตำแหน่ง ซึ่งเขารับ"เจ๊ส้มลิ้ม"ทำงานในตำแหน่ง "พนักงานเย็บผ้า" อัตราค่าจ้าง 900 บาท/เดือน ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2522 เป็นต้นมาค่ะ

2-3 ปีต่อมา "เจ๊ส้มลิ้ม"ถูกย้ายไปประจำ"บูติคแฟคตอรี่"พระโขนง ใกล้บ้านเข้ามาหน่อยนึง เดินทางสบายๆเพราะนั่งรถเมล์ต่อเดียว

จากนั้นมา ปี 2 ปีก็ถูกย้ายไปทำงานแผนกอื่นสับเปลี่ยนหมุนเวียนไปทุกแผนกจนจะทั่วทั้งโรงงานแหละค่ะ พูดไปแล้วจะหาว่าโม้ อะไรๆที่เกี่ยวกับ"บูติค"ตั้งแต่ไม้จิ้มฟันสากกระเบือยันเรือรบนี่"เจ๊ส้มลิ้ม"ทำเป็นเหมิด ไม่มีลูกน้องคนไหนกล้าแหกตาก็แล้วกัน

"เจ๊ส้มลิ้ม"เป็นคนรักเดียวใจเดียวค่ะ ก็อยู่ทำงานที่นี่ตั้งแต่ยังสาวโสดปิ้งๆจนมีสามีและมีลูกชายโทนอีก 1 คน ก็ตั้งแต่สาวๆจนแก่นั่นแหละค่ะ "เจ๊ส้มลิ้ม"ไม่ออกไม่ย้ายไปไหน ก็รักที่นี่รัก"บูติคแฟคตอรี่"นี่คะ..อิอิ

* * * * *

@ "เชื่อมั้ยคะ "เจ๊ส้มลิ้ม"โชคดีได้เกษียณถึง 2 ครั้งค่ะ"

*เกษียณครั้งแรก วันที่ 1 เมษายน พ.ศ.2556 เกษียณอายุ 55 ปี ตาม พ.ร.บ.ประกันสังคม ตำแหน่งก่อนเกษียณ"เจ๊ส้มลิ้ม"อยู่ที่"แผนกแพทเทริน"ค่ะ

"บูติคแฟคตอรี่" มอบของขวัญ "สลากออมสินพิเศษ" มูลค่า 2,000.00 บาท ให้"เจ๊ส้มลิ้ม"ด้วยค่ะ

และ "ประกันสังคม" *ข้อความ((ในวงเล็บ))ต่อไปนี้ โปรดสังเกตปี พ.ศ.นะคะ..

((... หลังจาก"เจ๊ส้มลิ้ม"ติดต่อทำเรื่องเกษียณแล้ว วันที่ 18 เมษายน 2556 และวันที่ 5 มิถุนายน 2556 "ประกันสังคม" อนุมัติจ่ายเงินสะสม+ผลประโยชน์ตอบแทนทั้งหมด 136,295.24 บาท ซึ่งมันน้อยกว่าที่"เจ๊ส้มลิ้ม"คำนวณไว้ (เก่งกว่าเจ้าหน้าที่อีกค่ะ..หุหุ)

"เจ๊ส้มลิ้ม"จึงอุทธรณ์ครั้งแรก เมื่อวันที่ 25 มิถุนายน 2556 และได้รับอนุมัติให้จ่ายเงินสะสม+ผลประโยชน์ตอบแทนครบ 148,854.92 บาท เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2558 (ที่ รง ๐๖๒๖/ปย ๑๓๓๗ ลงวันที่ ๒๒ พฤษภาคม ๒๕๕๘ ผู้ลงนาม นางณัฐธิกานต์ เดชอุปการ)

แต่ "เจ๊ส้มลิ้ม"คำนวณเอง ว่าจะได้รับเงินสะสม+ผลประโยชน์ตอบแทนรวมทั้งหมด 151,320.40 บาท จึงอุทธรณ์ครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2558 ว่าทาง"ประกันสังคม"จ่ายเงินไม่ครบยังขาดอีก 2,465.48 บาท

"เจ๊ส้มลิ้ม"ยื่นอุทธรณ์ทั้ง 2 ครั้งที่สำนักงานประกันสังคมเขตพื้นที่ 10 เขตมีนบุรี

น.ส.สุนันทา นาคดี นักวิชาการแรงงานชำนาญการ เป็นผู้รับแบบอุทธรณ์ทั้ง 2 ครั้งค่ะ

วิธีคำนวณของ"เจ๊ส้มลิ้ม" กรุณาดูคำอุทธรณ์ 1/2 และ 2/2 ที่แนบมาพร้อมกับบทความนี้นะคะ

แต่จนถึงป่านนี้(วันที่ 13 กันยายน 2560) "เจ๊ส้มลิ้ม"ยังไม่ได้รับอนุมัติให้จ่ายเงินที่ยังค้างจ่ายตามที่อุทธรณ์ครั้งที่ 2 ไว้นะคะ ...))

จ่ายครบแล้วจ้า เช็คธนาคารกรุงไทย ลงวันที่ 1/11/2560 จำนวนเงิน 2,465.48 บาท

และแล้ว..หนึ่งเดือนให้หลัง ต่อมา วันที่ 1 พฤษภาคม พ.ศ.2556 "บูติคแฟคตอรี่"ก็เรียก"เจ๊ส้มลิ้ม"กลับเข้าทำงานตำแหน่งเดิมอีกครั้ง

*เกษียณครั้งที่สอง วันที่ 1 พฤศจิกายน พ.ศ.2559 เกษียณอายุ 58 ปี ตำแหน่งก่อนเกษียณ"เจ๊ส้มลิ้ม"อยู่ที่"แผนกตรวจสอบคุณภาพ" หรือ QC ค่ะ

เกษียณครั้งนี้ "บูติคแฟคตอรี่" ได้จ่ายเงินชดเชยให้"เจ๊ส้มลิ้ม" 114,000.00 บาท

และ"ประกันสังคม"จ่ายเงินสะสม+ผลประโยชน์ตอบแทนให้"เจ๊ส้มลิ้ม" 36,138.59 บาท เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2560

สรุป..ระยะเวลาที่"เจ๊ส้มลิ้ม"ทำงานกับ"บูติคแฟคตอรี่" ตั้งแต่วันที่ 13 มีนาคม พ.ศ.2522 ถึง วันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ.2559 รวมทั้งหมด 37 ปีเต็มๆค่ะ

* * * * *

@ "ยุทธการแก้แค้น"เจ๊ส้มลิ้ม"วัยเรียนไม่ได้เรียน"

อ่านมาถึงตอนนี้ก็ขอย้อนถอยหลังกลับไปปี พ.ศ.2530 "เจ๊ส้มลิ้ม"มีสามีค่ะ อายุเราห่างกันแค่ 11 ปีเท่านั้นเอง เขาเป็นหนุ่มน้อยมาจากเมืองเหนือจังหวัดลำพูน ส่วน"เจ๊ส้มลิ้ม"มาจากจังหวัดราชบุรี มาเจอะเจอกันที่กรุงเทพฯนี่แหละค่ะ

ครั้นปี พ.ศ.2532 ลูกชายโทนก็โผล่ออกมาลืมตาดูโลก เชิญคุณๆตามไปอ่านลิ้งค์นี้นะคะ เป็นเรื่องราวของลูกชายโทนคนนี้ค่ะ..

@ คลิกที่นี่ค่ะ..

@ หรือคลิกที่นี่..

ปี พ.ศ.2539 ลูกชายโทนครบเกณฑ์เข้าเรียนชั้นประถม1 โรงเรียน กทม. ซึ่งอยู่ใกล้บ้าน ส่วน"เจ๊ส้มลิ้ม"ก็เข้าเรียน กศน. ก็โรงเรียนเดียวกันนี่แหละค่ะ เพียงแต่ กศน.เรียนเฉพาะวันอาทิตย์เท่านั้น

หนึ่งเดือนแรก"เจ๊ส้มลิ้ม"สอบเทียบชั้นประถม6 เรียนอีก 1 ปี 6 เดือน สอบเทียบชั้นมัธยม3 และเรียนอีก 1 ปี 6 เดือน สอบเทียบชั้นมัธยม6

สรุป..เอาเป็นว่าพอลูกชายโทนเรียนชั้นประถม4 "เจ๊ส้มลิ้ม"ก็เรียนจบชั้นมัธยม6แล้วนะคะ เมื่อได้ประกาศนียบัตร เป้าหมายสุดยอดของ"เจ๊ส้มลิ้ม"ก็อยู่ที่ ม.รามฯ นี่แหละค่ะท่านผู้อ่าน!!

* * * * *

@ "บทส่งท้าย"

เป็นไงคะ เกร็ดชีวิตเล็กๆของ"เจ๊ส้มลิ้ม"ตั้งแต่สาวจนถึงแก่ ตั้งแต่ตัวคนเดียวจนกระทั่ง "เจ๊ส้มลิ้ม"1 สามี1 ลูกชายโทน1 ก็สามคนเข้าไปแล้วนะคะท่านผู้อ่าน!!

อ้อ..ยังมีอีกอัน เรื่อง"ประกันสังคม"นี่ สามีของ"เจ๊ส้มลิ้ม"เป็นคนคำนวณให้เองค่ะ เรื่องเลขผาหน้าไม้นี่เขาเก่ง ตอนเรียน ม.6 สอบเลขได้คะแนนเต็มร้อยเปอร์เซ็นต์ทุกเทอมเลยนะคะ

ก็ขอจบแต่เพียงเท่านี้ค่ะ หวังว่าแอดมินกลุ่มต่างๆคงไม่ใจจืดใจดำลบออกจากกลุ่มอีกนะคะ 555

เอาเป็นว่า วันไหน"เจ๊ส้มลิ้ม"อารมณ์ดีก็จะมาเม้าท์ให้อ่านกันอีกค่ะ โชคดีนะคะ ท่านผู้อ่านทุกๆคน..

"เจ๊ส้มลิ้ม บูติคซิตี้"
13 กันยายน 2560

* * * * *

ข้าวห่อไข่ ทีมงาน"ศิริชัยเกียรติ" ส่งเข้าประกวด งานทำบุญประจำปีบริษัทฯ 5ส.ค.2554

แล้วก็ได้รับถ้วยรางวัลชนะเลิศ

* * * * *

@ พาลูกไหว้พระ9วัด 6มี.ค.2554

* * * * *

เพลง แม่ค้าหน้าคอม

* * * * *

"ซื้อผ้าเอง ตัดเย็บเอง แล้วเจ๊ก็ใส่เอง" สวยมั้ยคะท่านผู้ชม!!

เกษียณแล้วจ้า!! "เจ๊ส้มลิ้ม"อยู่กับบ้านเฉยๆหลานก็ไม่มีให้เลี้ยง เหงาจังเล้ย..

วันก่อนไปใช้บริการสาวน้อยครึ่งราคานั่งรถ ปอ.8 จากต้นทาง"เคหะร่มเกล้า"ไปเที่ยว"สำเพ็ง"ใกล้ๆปากคลองตลาดสะพานพุทธฯโน่นค่ะ เดินผ่านร้านขายผ้า โอ้ย..เยอะแยะมากมายหลากหลายสีลายหูลายตาไปเหมิด..

แล้วความคิดดีๆก็แว้บเข้ามาในสมอง เราจะอยู่กับบ้านให้เซ็งเป็ดไปทำไม หุ่นรึก็ยังสเลนเดอร์เป๊ะๆ สรีระรึก็ยังไม่แก่จนเกินไป (มีผัวเด็กได้..อิอิ)

อย่ากระนั้นเลยไม่รอช้า เลือกซื้อผ้ามาได้หลายชิ้น กะจะทำชุดใส่เองใส่อวดผัวไม่ให้วอกแวกคิดนอกใจ..อิอิ

แล้วก็เป็นที่มา "ซื้อผ้าเอง ตัดเย็บเอง แล้วเจ๊ก็ใส่เอง" สวยมั้ยคะท่านผู้ชม!! นี่แหละค่ะ..

บอกก่อนนะคะ ยืม FB สามีโพสต์ค่ะ

ชุดแรกนี่ เป็นผ้าฝ้ายทอมือ สีเขียวสดใส มาตรฐาน size M 37-30-38.5 ตัวกระโปรงมีซับใน มีผ้าคาดเอวซาตินสีดำขลับไว้รัดเมื่อพุงยืน..อิอิ

ชุดที่สอง เป็นชุดเดรส มาตรฐาน size M 37-30-38.5 ซับในทั้งชุด ตัดเย็บจากผ้าไหมเนื้อดี สีแดงเลือดนกสดใส

เอ้า..ไม่รอช้ามาดูรูปถ่ายกัน

สวยมั้ยคะท่านผู้ชม!!

"เจ๊ส้มลิ้ม บูติคซิตี้"
12 กันยายน 2560

* * * * *

หลังออกพรรษาปีนี้..วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม 2560 ตระกูล"ดุษฎีปัญจพร" ทอดกฐินที่วัดตรีญาติ ต.พงสวาย อ.เมือง ราชบุรี จ้า!!

ภาพ1/4..ผ้าซิ่นชุดนี้จะใส่ไปทอดกฐินที่วัดตรีญาติ จ้า!!

ภาพ2/4..ผ้าซิ่น"ชายพกซิ่นจีบหน้านาง"ผืนนี้ เก็บไว้ใส่เองจ้า!!

ภาพ3/4..ผ้าซิ่น"ชายพกซิ่นจีบหน้านาง"ผืนนี้ เอาไปฝากญาติผู้ใหญ่จ้า!!

ภาพ4/4..และผ้าซิ่น"ชายพกซิ่นจีบหน้านาง"ผืนนี้ ก็เอาไปฝากญาติผู้ใหญ่จ้า!!

มาตรฐาน size M 00-30-38.5

ทั้งหมด 4 ภาพ "ซื้อผ้าเอง ตัดเย็บเอง แล้วเจ๊ก็ใส่เอง" สวยมั้ยคะท่านผู้ชม!!

บอกก่อนนะคะ ยืม FB สามีโพสต์ค่ะ

เอ้า..ไม่รอช้ามาดูรูปถ่ายกัน

"เจ๊ส้มลิ้ม บูติคซิตี้"
13 กันยายน 2560

* * * * *

แล้วก็เป็นเรื่องจนได้..

".. ที่ผมโพสต์กระทู้อยู่ทุกวันนี้มีทั้งหมด 20 กว่ากลุ่ม ซึ่งทั้งหมดมาลากผมไปเข้ากลุ่มเองโดยที่ผมไม่เคยไปร้องขอหรือสมัครเป็นสมาชิกกลุ่มกับเค้าเลย..

ไหนๆก็ลากเข้าไปแล้วผมก็เลยตามเลยมาจนทุกวันนี้ไง เมื่อผมโพสต์เรื่องอะไรผมก็จะเผื่อแผ่เอาไปโพสต์กับกลุ่มต่างๆที่ลากผมเข้าไปด้วยมาตลอด

2-3วันก่อนแม่บ้านซึ่งอ่อนกว่าผม 11 ปี เพิ่งเกษียณมาหมาดๆมาอยู่เฝ้าบ้านเป็นเพื่อนผมอีกคน เธอฮึดขึ้นมายึดเอาล็อคอินเฟสบุ๊คของผมไปโพสต์เรื่องเสื้อผ้าชุดแต่งกายแบบต่างๆที่เธอซื้อผ้าตัดเย็บเองแล้วก็ใส่เองนั่นแหละ

ผมท้วงว่านี่มันเฟสการเมืองจะเอาเรื่องพวกนี้มาโพสต์เดี๋ยวเพื่อนๆที่ติดตามเฟสผมเขาจะหมั่นไส้เอานา

แม่บ้านผมเธอสวนกลับ ก็เปลี่ยนบรรยากาศเรื่องเครียดๆการเมืองมาเรื่องการบ้านการทำบุญบ้างจะเป็นจะตายกันเลยรึ?

ผมจนใจเถียงไม่ออก (หุหุ..โรคเกลียมัว!!) แต่ก็ขอต่อรองขอโพสต์จั่วหัวโพสต์ของเธอไว้บรรทัดเดียว

"โพสต์นี้จะโดนลบหรือไม่ มาดูกันว่าอ่านหนังสือเกิน 3 บรรทัดมั้ย.."

กันเผื่อแอดมินบางกลุ่มที่สมาธิสั้นอ่านหนังสือไม่เกิน 3 บรรทัด จะพาลลบกระทู้หรือไม่ก็ลบออกจากกลุ่มไปเลย

นั่นไง..ผมสังหรณ์ใจไม่ผิดเล้ย พับผ่า!!สิ

กลุ่มแรกที่ลบผมออกจากกลุ่มคือ "กลุ่มเรารักแดงเกลียดสลิ่ม V.2" / ตามมาด้วย "กลุ่มประชาธิปไตย คนไทยถิ่นกาขาว" / และตามมาอีกคือ "กลุ่ม Ku ขอประชาธิปไตย เมื่อไหร่จะคืน" / รวม 3 กลุ่มด้วยกัน

และก็ยังไม่รู้ว่ากำลังจะตามมาอีกกี่กลุ่ม? เข้าใจว่าแอดมินของกลุ่มที่เหลือคงจะสมาธิมั่นคงอ่านหนังสือเกิน 3 บรรทัดแน่ๆ เลยรู้เรื่องราวความเป็นมาของโพสต์แม่บ้านผมว่าไม่เกี่ยวกับการขายสินค้าอะไรนั่น ก็เลยยังไม่ได้ลบผมออกกัน

สำหรับ "กลุ่มหัวใจสีแดง รักประชาธิปไตย" ก่อนหน้า 2-3 วันที่ผ่านมา ผมลบตัวเองออกจากกลุ่มเองแหละครับ

ทั้ง 4 กลุ่มที่ผมว่ามา ต่อไปอย่าลากผมเข้ากลุ่มอีกนะครับ คราวนี้ผมเขียนด่าเอาจริงๆด้วย .."

ธนวุฒิ ดุษฎีปัญจพร
14 กันยายน 2560
@ คลิกที่นี่.. "แล้วก็เป็นเรื่องจนได้.."

* * * * *

วันจันทร์ที่ 26 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ตลาดน้ำอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม

ตลาดน้ำอัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม
By: โอ'ณัฐวุฒิ

"อัมพวา"ขาลง.. น้อยคนจะรู้ว่าตลาดน้ำอัมพวาในช่วงวันธรรมดา บรรยากาศช่างเงียบเชียบวังเวง ไร้เงานักท่องเที่ยว พ่อค้าแม่ค้า เหลือเพียงชาวบ้านอัมพวาเพียงไม่กี่หลังคาเรือนเท่านั้น

"เจ้าของร้านกว่า 80% เป็นคนนอกพื้นที่ทั้งคนกรุงเทพฯ คนราชบุรีนี่เยอะเลย วันจันทร์ถึงพฤหัสเขาก็กลับไปอยู่บ้าน มาเปิดร้านเฉพาะแค่ศุกร์ เสาร์ อาทิตย์ 3 วันเท่านั้น"

ป้าพร วัย 71 เจ้าของร้านขายของชำ ยืนยันว่าการเปิดตลาดน้ำยามเย็นอัมพวา ส่งผลให้การทำมาค้าขายเจริญรุ่งเรืองขึ้น

"เมื่อก่อนเงียบมาก ขายได้อย่างเก่งวันละ 1,000 แต่พอมีตลาดน้ำคนมากันเยอะจนหยิบแทบไม่ทัน ช่วงบูมสุดๆสมัยปี 2550 สามวันขายได้เป็นแสน"

ปทุม วียาหาร วัย 63 เพื่อนบ้าน เล่าว่าเมื่อก่อนเธอมีอาชีพรับจ้างทั่วไป ยากจนถึงขนาดต้องเก็บยอดผักจิ้มน้ำพริกกินแทบทุกมื้อ

"พอตลาดน้ำเปิด ลูกๆก็ยุให้ขายของ พวกน้ำปั่น ไอติมหลอด ขนมจุกจิก รายได้ก็เพิ่มขึ้นมาหน่อย ไม่ถึงกับรวยแต่ก็พออยู่ได้ไม่ลำบากเหมือนเก่า ใครหันมาค้าขายลืมตาอ้าปากกันได้ทั้งนั้น"

ทั้งคู่ยืนยันว่าตลาดน้ำอัมพวากำลังอยู่ในช่วง "ขาลง" เมื่อวัดจากรายได้ที่ตกลงอย่างต่อเนื่อง

"เดี๋ยวนี้คนยังมาเที่ยวเยอะก็จริง แต่กำลังซื้อลดลง เพราะสินค้าเหมือนกันไปหมด ราคาแพงไม่แพ้กรุงเทพฯ นักท่องเที่ยวก็เบื่อ เคยได้ยินเด็กที่เพิ่งมาครั้งแรกพูดว่า "ไม่เห็นจะมีอะไรเลย" อีกอย่างตอนนี้มีตลาดน้ำเปิดใหม่หลายแห่ง เขาเลยแค่มาแวะเดินเที่ยวแป๊บๆแล้วก็ไปต่อที่อื่น"

@ อ่านต่อที่นี่ครับ.. 10ปี"ตลาดน้ำอัมพวา"ถึงเวลาขาลง

สวัสดีครับ ท่านเพื่อนๆของพ่อ ลุง ป้า น้า อา และพี่ๆทุกๆคน

วันนี้วันหยุด ผมเลยมีเวลาว่างนั่งหน้าคอมฯ ก็อยากจะเล่าประสบการณ์ในอดีตเมื่อครั้งแวะไปตลาดน้ำอัมพวาและดอยสุเทพอีกแง่มุมหนึ่งที่ไม่ค่อยจะดีนัก ซึ่งอาจจะเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่ทำให้นักท่องเที่ยวลดลงก็เป็นได้

วันก่อน(ปี2554)ภาควิชาคอมฯจัดกิจกรรมพา นศ.ไปปลูกป่าชายเลนถวายพ่อหลวงที่คลองโคนสมุทรสงคราม ขากลับทางผ่านพอดีหิวเลยแวะตลาดน้ำอัมพวาหาอะไรกินรองท้องก่อนกลับกรุงเทพฯ

มองลงไปในคลองเห็นก๋วยเตี๋ยวเรือปักป้ายราคาขายชามละ 15 บาท ผัดไท 20 บาท เพื่อนๆไปด้วยกันเป็นกลุ่ม 20 กว่าคนลงความเห็นอยากกินสั่งขึ้นมา ดูชามใหญ่แต่ก๋วยเตี๋ยวนิดเดียวเท่ากำมือเด็กๆ เอาช้อนตัก 2-3 ทีก็หมดล่ะ ตอนคิดตังค์กลายเป็นก๋วยเตี๋ยวชามละ 25 บาท ผัดไท 30 บาท

ส่วนเพื่อนอีกคนเห็นปลาหมึกย่างตัวเท่าฝ่ามือสั่งมากิน ตอนคิดตังค์ตัวละ 120 เชียว สมุทรสงครามเป็นเมืองใกล้ทะเล บรรดาอาหารทะเลน่าจะถูกกว่านี้ ถ้าซื้อสดๆ 120 นี่ได้ปลาหมึกเป็นกิโล

ได้ยินว่าก่อนหน้านี้เห็นร้องกันระงม บรรดาตลาดน้ำทั้งหลายไม่มีนักท่องเที่ยวแวะเวียนไปเยี่ยมคงเป็นเพราะสาเหตุนี้หรือเปล่าไม่ทราบได้ นี่ไม่นับตลาดน้ำที่อื่นๆจะเป็นเหมือนที่อัมพวาหรือเปล่า ท่านเพื่อนๆของพ่อ ลุง ป้า น้า อา และพี่ๆทุกๆคน ถ้ามีประสบการณ์ก็เอามาเล่าสู่กันฟังบ้างครับ

ผมว่าไม่ไหวนะครับ คราวหน้าถ้าบังเอิญทางคณะภาควิชาคอมฯพาไปอีก ผมต้องเตรียมห่อข้าวเหนียวกับหมูอบ(จิ๊นเก็ม)ไปด้วย ส่วนน้ำก็ซื้อยกโหลแช่กระติกไปเลย

ก็อยากให้ทุกๆท่านทำอย่างนี้กันมั่ง

อิอิ...ขี้เหนียว...ขี้เหนียว

ประสบการณ์ผมที่นี่อีกที่ครับ เมื่อปีก่อน(2549)ไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพ รถตู้พาคณะเราขึ้นดอยไปก่อน ส่วนผมขอแวะทักทายเพื่อนเก่าที่ตลาดต้นลำไยแล้วจะตามไปทีหลัง

ไปขึ้นรถสองแถวที่คิวหน้า มช. ก่อนออกรถคนขับจะเก็บค่าโดยสาร คนอื่นๆเขาจะคะยั้นคะยอเก็บค่าโดยสารขาลงด้วย โดยให้อยู่เที่ยวบนดอยได้ 1-2 ชั่วโมงแล้วรถของเขาจะอยู่รอ อ้างสารพัดว่าขาลงไม่มีรถลงนะ ผู้โดยสารคนอื่นๆกลัวไม่มีรถลงก็จ่ายค่าโดยสารขาลงไปด้วย

พอมาเก็บเงินผม ผมบอกว่ารถของผมขึ้นไปรอบนดอยแล้ว ขอจ่ายแค่ขาขึ้นอย่างเดียว คนขับแสดงสีหน้าไม่ค่อยพอใจแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไรผม ตกลงผมจ่ายค่าโดยสารแค่ขาขึ้นอย่างเดียว

พอขึ้นไปถึงบนดอย โอ้โฮ...รถจอดรอรับผู้โดยสารเป็นแถวยาวเหยียด ผมลองเข้าไปสอบถาม พี่รอผู้โดยสารของพี่เหรอครับ คนขับตอบว่าไงรู้ไหม ไม่ได้รอ คุณจะลงก็ขึ้นๆมาเลย แล้วขอเก็บค่าโดยสารด้วย ผมลองแย้งดู อ้าวก็ผมจ่ายค่าโดยสารขาลงแล้วทำไมต้องจ่ายอีก คนขับว่าใครจะจำหน้าได้ล่ะ ยังไงก็ต้องจ่าย เพราะรถทุกๆคันจะเข้าคิว 15 นาทีออกใครจะอยู่รอได้ตั้งชั่วโมง

ผมว่าถ้าเอารัดเอาเปรียบกันอย่างนี้ อีกหน่อยคงไม่มีนักท่องเที่ยวไปเที่ยว แล้ววันนั้นก็อย่ามาร้องแรกแหกกระเชอก็แล้วกัน

แถมอีกนิดครับ เรื่อง "คนซื้อไม่ได้ใช้ คนใช้ไม่ได้ซื้อ" ของที่ระลึกฝากเพื่อนๆ แพ็คเก็ตสวยงามทำให้ไม่อยากเปิดดู ระวังถูกหลอกถูกแหกตา ของที่เราซื้อไม่เหมือนตัวอย่างที่เขาวางโชว์.

โอ'ณัฐวุฒิ ดุษฎีปัญจพร
สิงหาคม 2554

* * * * *

วันอาทิตย์ที่ 25 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เส้นทางไปราชบุรี

** คลิกดูคลิป PlayList ชี้แนะเส้นทาง เที่ยวไปกับjazz..... **
15/17 zrr15 all เส้นทางไปราชบุรี
16/17 อุบลวรรณ พงษ์สวัสดิ์ คุณแม่ผู้ให้กำเนิด Thanawut

เส้นทางไปราชบุรี.. 4ก.ย.2559

จากเขตบางกะปิ สี่แยกลำสาลี ถนนรามคำแหง ผ่าน ม.รามฯ ถึงสี่แยกรามคำแหง เลี้ยวขวา เข้าถนนพระราม 9 ชิดซ้าย ตรงไป เลี้ยวซ้ายป้าย ดินแดง ดาวคะนอง-แจ้งวัฒนะ ตรงไปด่านเก็บเงิน

06:32:25 ด่านเก็บเงินพระราม 9 จ่ายค่าผ่านทาง 25 บาท

06:34:40 อีก 500 เมตร ถึงด่านเก็บเงิน

06:35:10 ด่านเก็บเงินศรีรัช จ่ายค่าผ่านทาง 50 บาท

06:35:46 ตรงไป ดาวคะนอง-แจ้งวัฒนะ

06:36:07 เข้าช่อง ดาวคะนอง-แจ้งวัฒนะ

06:36:22 ตรงไป ดาวคะนอง-แจ้งวัฒนะ

06:37:34 ชิดซ้าย บางโคล่-ดาวคะนอง

06:38:09 เลี้ยวซ้าย บางโคล่-ดาวคะนอง

06:38:48 ตรงไป บางโคล่-บางนา-ดาวคะนอง ผ่าน รพ.รามาธิบดี

06:43:25 เข้าช่อง บางโคล่-ดาวคะนอง

06:43:51 เลี้ยวขวา บางโคล่-ดาวคะนอง

06:44:03 ชิดขวา ดาวคะนอง

06:44:22 ขึ้นสะพานพระราม 9

06:45:36 ลงสะพาน ชิดขวา ดาวคะนอง

06:47:37 ตรงไป สมุทรสาคร

06:48:22 ตรงไป สมุทรสาคร

06:48:42 เลี้ยวซ้าย ผ่าน รพ.บางปะกอก ตรงไป สมุทรสาคร

06:49:15 ทางหมายเลข 35 ตรงไป สมุทรสาคร

06:51:21 ตรงไป สมุทรสาคร

07:04:46 ทางหมายเลข 35 ตรงไป สมุทรสงคราม-เพชรบุรี

07:25:18 ตรงไป เพชรบุรี-ราชบุรี

07:25:42 เข้าช่อง ราชบุรี

07:35:52 ป้าย วนซ้าย ไปราชบุรี

07:36:51 ตรงไป ราชบุรี-นครปฐม

07:37:21 วนซ้าย ตรงไป ราชบุรี

07:39:46 ทางหมายเลข 4 กรุงเทพฯ-ราชบุรี

07:50:47 ชิดซ้าย นครปฐม-กรุงเทพฯ

07:50:58 ชิดซ้าย นครปฐม-กรุงเทพฯ

07:51:07 เข้าช่อง นครปฐม

07:51:13 เลี้ยวซ้าย เข้าถนนเลี่ยงเมืองราชบุรี

07:51:20 เลี้ยวขวา วนลง

07:53:16 เข้าช่อง นครปฐม

07:53:24 เข้าช่อง นครปฐม เลี้ยววนขวา

07:54:07 ตรงไป นครปฐม-กรุงเทพฯ

07:57:54 ชิดซ้าย กลับรถใต้สะพาน

07:58:19 เลี้ยวขวา กลับรถ กลับทางเดิม

07:59:52 เลี้ยวซ้าย เข้าถนน 21 ตัน

08:00:25 เลี้ยวขวา ทางไป วัดอัมพวัน, วัดท่าเรือ

08:03:03 เลี้ยวซ้าย สะพานทาสีฟ้า

08:03:14 เลี้ยวขวา ชุมชนดอนกระเบื้องพัฒนา หมู่ที่ 8 ตำบลพงสวาย

08:05:25 ถึงบ้านพงสวาย ราชบุรี

หมายเหตุ: กรุงเทพฯ ถนนพระราม 9 ถึง ราชบุรี สุทธิใช้เวลา 1 ชั่วโมง 33 นาที (08:05:25 - 06:32:25)

รวมระยะทาง ไป-กลับ 330 ก.ม. ความเร็วไม่เกิน 110 ก.ม./ช.ม. ซดน้ำมัน E20 20 ลิตร เฉลี่ย 16.5 ก.ม./ลิตร พาหนะ All New Honda Jazz SV CVT ปีผลิต 2015

ธนวุฒิ ดุษฎีปัญจพร
4 กันยายน 2559

* * * * *

ศูนย์ปฏิบัติธรรมสาขาวัดช่องลม 2 สวนผึ้ง ราชบุรี

* * * * *

วันเสาร์ที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2559

เที่ยวอ่างทอง ไหว้หลวงพ่อใหญ่วัดม่วง

** คลิกดูคลิป PlayList ชี้แนะเส้นทาง เที่ยวไปกับjazz..... **
13/17 อาทิตย์28สิงหา59 เที่ยวอ่างทอง ไหว้หลวงพ่อใหญ่วัดม่วง
14/17 FbLive เที่ยวอ่างทอง ไหว้หลวงพ่อใหญ่วัดม่วง วันอาทิตย์ 28สิงหาคม2559

เที่ยวอ่างทอง ไหว้หลวงพ่อใหญ่วัดม่วง

"..ถึง จ.อ่างทอง แวะ"วัดต้นสน"กราบพระพุทธรูปปางมารวิชัยขนาดใหญ่"พระศรีเมืองทอง" .. กินก๋วยเตี๋ยวที่ตลาด อิ่มหนำแล้วก็มุ่งหน้าไปวัดม่วงกัน.."

วัดม่วง ตั้งอยู่หมู่ที่ 6 ตำบลหัวสะพาน อ.วิเศษชัยชาญ จ.อ่างทอง อยู่ห่างจากตัวจังหวัดอ่างทอง ไปทางทิศตะวันตก ประมาณ 8 ก.ม. วัดจะอยู่ทางซ้ายมือ มองเห็นพระพุทธรูปหลวงพ่อใหญ่"พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ"แต่ไกลๆ

ตั้งต้นจาก เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ เวลา 09:20 น. ขึ้นทางหลวงพิเศษ หมายเลข 9 ถนนกาญจนาภิเษก ที่แฟชั่นไอส์แลนด์ ถนนรามอินทรา

เวลา 09:34 น. จ่ายค่าผ่านทาง 30 บาทที่ด่านเก็บเงินธัญบุรี

เวลา 09:48 น. เตรียมชิดซ้าย บางปะอิน อยุธยา

เวลา 09:50 น. ถึง อ.วังน้อย วนลงเข้าถนนสายเอเชีย (ทางหลวงหมายเลข 32)

เวลา 09:51 น. ชิดซ้าย

เวลา 09:53 น. เลี้ยวซ้ายไป นครสวรรค์

เวลา 10:41 น. อ่างทอง ลพบุรี อ.ท่าเรือ ชิดซ้าย

เวลา 10:42 น. เลี้ยวซ้ายไป อ่างทอง

เวลา 10:50 น. ถึง จ.อ่างทอง ให้เลี้ยวซ้ายเข้าตัวเมือง

(ไหว้พระวัดต้นสน.. เวลา 10:52 น. ถึงทางแยกมองเห็นอ่าง 2 ใบตั้งขวางถนนให้ตรงไป ถึงทางแยกจะมองเห็นป้ายชื่อวัดต้นสน ให้เลี้ยวขวา ไปอีกนิดให้เลี้ยวซ้ายเข้าวัด ไหว้พระศรีเมืองทอง เสร็จแล้วแวะกินก๋วยเตี๋ยวที่ตลาด ประมาณ 1 ชั่วโมงครึ่ง)

ไปเรื่อยๆ ถึงทางแยกมองเห็นอ่าง 2 ใบตั้งขวางถนนให้เลี้ยวซ้าย ผ่านตลาด เวลา 12:18 น. เลี้ยวขวาทางแยก ผ่านหน้าเรือนจำ เจออีกทางแยกจะเห็นตึกโรงเรียนสตรีอ่างทองขวางหน้า ให้เลี้ยวซ้าย ไปตามความโค้งของถนน (ทางหลวงหมายเลข 3064) สักพักจะเห็นป้าย สุพรรณบุรี ศรชี้เลี้ยวซ้าย

เวลา 12:22 น. ถึงสามแยกไฟแดง จะเห็นป้ายทางหลวงหมายเลข 3195 (ไปสุพรรณบุรี) ให้เลี้ยวซ้ายตามศรชี้

เวลา 12:35 น. ถึงหลัก ก.ม. 29 เลยไปประมาณ 20 เมตร จะเห็นป้ายทางเข้าวัดม่วง เลี้ยวซ้ายเข้าไปประมาณ 1 ก.ม.

ถึงวัดม่วง เวลา 12:38 น. ภายในวัดกว้างขวาง ไม่ต้องห่วงเรื่องที่จอดรถ สะดวกสบายมากๆ.

หมายเหตุ: กรุงเทพฯถึงวัดม่วง สุทธิใช้เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที + 20 นาที = 1 ชั่วโมง 50 นาที

รวมระยะทาง ไป-กลับ 253 ก.ม. ความเร็วไม่เกิน 110 ก.ม./ช.ม. ซดน้ำมัน E20 14 ลิตร เฉลี่ย 18 ก.ม./ลิตร พาหนะ All New Honda Jazz SV CVT ปีผลิต 2015

ขากลับใช้เส้นทางเดิม แต่ระวังช่วง อ.วังน้อย ตอนออกจากทางหลวงหมายเลข 32 จะขึ้นทางหลวงพิเศษ ให้เลี้ยวซ้ายป้าย บางนา ชลบุรี พัทยา ตามไปเรื่อยๆ จนถึงป้ายท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ป้ายมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณฯ ให้เลี้ยวซ้ายขึ้นทางหลวงพิเศษ หมายเลข 9 ถนนกาญจนาภิเษก (ตะวันออก) จ่ายค่าผ่านทาง 30 บาทที่ด่านเก็บเงินธัญบุรี

เข้ากรุงเทพฯ มาลงที่ แฟชั่นไอส์แลนด์ หรือจะเลยไปลงที่ ถนนเสรีไทย, ถนนรามคำแหง, อ่อนนุช ตามป้ายซึ่งอยู่ถัดๆไป ตามสะดวก.

ธนวุฒิ ดุษฎีปัญจพร
28 สิงหาคม 2559

โครงการพระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ

พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ ก่อสร้างเป็นคานคอนกรีตเสริมเหล็กเป็นชั้นๆ แบบโครงสร้างตึกสูง ๓๒ ชั้น ก่ออิฐถือปูนฉาบทาสีทอง ตลอดทั้งองค์

1. หน้าตักกกว้าง( หัวเข่าขวา-หัวเข่าซ้าย)กว้าง ๖๒.๐๐ เมตร
2. ความสูง(จากพื้นดิน-พระเกศา)สูง ๙๓.๐๐ เมตร
3. ช่วงแขน(หัวไหล่-ข้อศอก)ยาว ๒๕.๐๐ เมตร
4. (ข้อศอก-ข้อมือ)ยาว ๓๐.๐๐ เมตร(ข้อมือ-ปลายนิ้ว)
5. ยาว ๑๕.๐๐ เมตร(หน้าอก)กว้าง ๗๕.๖๐ เมตร
6. ใบหน้า(ปลายคาง-หน้าผาก)สูง ๑๒.๐๐ เมตร(จมูก-หน้าผาก)สูง ๙.๕๐ เมตร(ใบหู)สูง ๔.๐๐ เมตร
7. เศียร(พระศอ-พระเกศ (เลาธาตุ) )สูง ๒๖.๕๐ เมตร
8. (พระศอ-พระเมาลี)สูง ๒๔.๐๐ เมตร* พระเกศสูง ๑๓.๐๐ เมตร
9. พระเมาลีสูง ๔.๗๐ เมตร
10. เปลวรัศมีเม็ดพระศกสูง ๑๕.๐๐ เมตร(ประดับเม็ดพระศก ๕๐๖ เม็ด แต่ละเม็ด มีเส้นผ่าศูนย์กลาง ๑.๒๐ เมตร)

เริ่มวางศิลาฤกษ์ในวันเสาร์ที่ ๙ มีนาคม ๒๕๓๔ (วันแรม ๙ ค่ำ เดือน ๔) ปีมะเมีย วางศิลาฤกษ์เวลา ๙.๐๐ น. โดยสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ วัดสุวรรณคาราม กทม. ประธานฝ่านสงฆ์ คือ หลวงพ่อเกษม อาจารสุโภ ซึ่งเป็นประธานในการดำเนินการก่อสร้างและหาทุน

หลวงพ่อเกษมได้มรณภาพลง เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2544 สิริอายุได้ 54 ปี 6 เดือน 7 วัน หลวงพ่อเกษมเคยสั่งบอกฝากกับลูกศิษย์ การก่อสร้างองค์พระ ให้ช่วยกันก่อสร้างต่อจากหลวงพ่อ ให้เสร็จ

และหลวงพ่อเกษมได้ตั้งนามองค์พระเอาไว้ว่า "พระพุทธมหานวมินทร์ศากยมุนีศรีวิเศษชัยชาญ" พระนามนี้หลวงพ่อเกษมตั้งใจสร้างองค์พระนี้ เพื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9

คณะลูกศิษย์หลวงพ่อเกษม ได้พร้อมใจรวมพลัง ช่วยกันสร้างร่วมกับ ประชาชนผู้มีจิตศรัทธาด้วย จนการก่อสร้างองค์พระ ได้เสร็จสมบูรณ์ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2550 มีระยะเวลาการก่อสร้างรวมประมาณ 16 ปี และวัดหน้าตักองค์พระได้ 63.05 เมตร ความสูงจากฐานองค์พระ ถึงยอดเกศา วัดได้ 95 เมตร ใช้เงินประมาณ 104,261,089.65 บาท.

@ พระพุทธรูปที่ใหญ่ที่สุดในโลก วัดม่วง จ.อ่างทอง

* * * * *

วันศุกร์ที่ 23 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ไหว้พระจุฬามณีเจดีย์ วัดคีรีวงศ์ นครสวรรค์

** คลิกดูคลิป PlayList ชี้แนะเส้นทาง เที่ยวไปกับjazz..... **
11/17 อาทิตย์18กันยา59 เที่ยวนครสวรรค์ ไหว้พระจุฬามณีเจดีย์ วัดคีรีวงศ์
12/17 ขึ้นเขาลงเขาวัดคีรีวงศ์ นครสวรรค์ อาทิตย์18กันยา59

ไหว้พระจุฬามณีเจดีย์ วัดคีรีวงศ์ นครสวรรค์

"..เมื่อขึ้นไปถึงฐานพระเจดีย์ชั้น 4 จะมองเห็นภูมิทัศน์อันสวยงามของเมืองนครสวรรค์ในระยะไกลประมาณ 10 กิโลเมตร .. ถ้ามองไปทางทิศตะวันออกจะมองเห็นเขากบ บึงบอระเพ็ด และตลาดปากน้ำโพ .. หากมองไปทางทิศใต้ จะเห็นอุทยานสวรรค์ ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ และเขาจอมคีรีนาคพรต .. หันไปทางทิศตะวันตก จะเห็นภูเขาน้อยใหญ่ ทอดตัวตระหง่านอยู่เป็นช่วงๆ โดยมีภูเขาหลวงเป็นฉากกั้น ยามพระอาทิตย์อัสดงจะเป็นภาพที่งดงามชวนให้หลงใหลในภาพที่ธรรมชาติตกแต่งขึ้น.."

มุมสูงพระจุฬามณีเจดีย์วัดคีรีวงศ์

ขึ้นเขาลงเขาวัดคีรีวงศ์ นครสวรรค์ อาทิตย์18กันยา59

เวลา 10:46 น. ตรงไปข้ามสะพานเดชาติวงศ์ สุดเขตภาคกลางเข้าสู่ภาคเหนือ (จุดเริ่มต้นภาคเหนือตอนล่าง)

เวลา 10:47 น. ถึงป้ายใหญ่ (อ.โกรกพระ เลี้ยวซ้าย, จ.พิษณุโลก กำแพงเพชร ตรงไป, จ.นครสวรรค์ เลี้ยวขวา) ให้ตรงไป

เวลา 10:49 น. ผ่านแยกบิ๊กซี จนถึงป้าย (กำแพงเพชร ตาก ตรงไป, พิจิตร พิษณุโลก เลี้ยวขวา)

เวลา 10:50 น. ถึงสามแยกแรก ไม่ต้องเลี้ยวขวาแยกนี้ ให้ตรงไป จนถึงป้าย (กำแพงเพชร ตาก ตรงไป, พิจิตร พิษณุโลก เลี้ยวขวา)

เวลา 10:52 น. ถึงสามแยก เลี้ยวขวา จนถึงป้าย (พิจิตร พิษณุโลก เลี้ยวซ้าย, นครสวรรค์ ตรงไป, กรุงเทพ เลี้ยวขวา)

เวลา 10:54 น. ถึงสี่แยก ตรงไป

เวลา 10:55 น. ผ่านบิ๊กซี ตรงไป จนถึงซอยมาตุลี18 ให้เลี้ยวซ้าย ทางขึ้นเขาวัดคีรีวงศ์

ประวัติวัดคีรีวงศ์

วัดคีรีวงศ์ เดิมเป็นวัดร้างกลางป่าเขาสร้างสมัยปลายกรุงสุโขทัย มีพระธุดงค์แสวงบุญมาพบเมื่อปี 2504 ปัจจุบันเป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดนครสวรรค์ มีพุทธศาสนิกชนเดินทางมาปฏิบัติกิจกรรมทางพุทธศาสนาเป็นประจำ

ภายในบริเวณวัดประกอบด้วย พระอุโบสถ สมเด็จพระพุทธโคดมจำลอง ศาลาพุทธานุภาพ วิหารหลวงพ่อโต และพระจุฬามณีเจดีย์ ที่สร้างขึ้นตรงฐานเจดีย์เก่าซึ่งสร้างขึ้นในสมัยศตวรรษที่ 19 ปลายกรุงสุโขทัยเมื่อประมาณ 600 ปีมาแล้ว โดยสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสโก) วัดมหาธาตุ กรุงเทพฯ เป็นผู้ตั้งชื่อให้ และแนะนำให้สร้างพระจุฬามณีเจดีย์ไว้บนยอดเขา

พื้นที่ของวัดคีรีวงศ์ ทั้งบนเขาและที่ราบ ประมาณ 280 ไร่ มีลักษณะเป็นภูเขา ด้านเหนือด้านตะวันออกและด้านตะวันตกเป็นภูเขา มีทางเข้าด้าน ทิศใต้ทางเดียว มีลักษณะคล้ายฮวงจุ้ย เดิมชื่อเขาใหญ่ ปัจจุบันชื่อ เขาดาวดึงส์ เพราะตั้งอยู่ ตรงถนนดาวดึงส์และอยู่เมืองนครสวรรค์

วัดคีรีวงศ์ ตั้งอยู่บนเขาดาวดึงส์ อ.เมือง จ.นครสวรรค์ มีองค์มหาเจดีย์ศักดิ์สิทธิ์คือพระจุฬามณีเจดีย์ ซึ่งเป็นทองเหลืองอร่ามไปทั้งเจดีย์ เมื่อขึ้นไปถึงฐานพระเจดีย์ชั้น 4 จะมองเห็นภูมิทัศน์อันสวยงามของเมืองนครสวรรค์ในระยะไกลประมาณ 10 กิโลเมตร ถ้ามองไปทางทิศตะวันออกจะมองเห็นเขากบ บึงบอระเพ็ด และตลาดปากน้ำโพ หากมองไปทางทิศใต้ จะเห็นอุทยานสวรรค์ ต้นแม่น้ำเจ้าพระยา ศาลากลางจังหวัดนครสวรรค์ และเขาจอมคีรีนาคพรต หันไปทางทิศตะวันตก จะเห็นภูเขาน้อยใหญ่ ทอดตัวตระหง่านอยู่เป็นช่วงๆ โดยมีภูเขาหลวงเป็นฉากกั้น ยามพระอาทิตย์อัสดงจะเป็นภาพที่งดงามชวนให้หลงใหลในภาพที่ธรรมชาติตกแต่งขึ้น

ภายในองค์พระเจดีย์ชั้น 4 มีพระพุทธรูปจำลองที่สำคัญของประเทศไทยไว้ให้สักการะบูชา 4 องค์ คือ พระพุทธมหามณีรัตนปฏิมากร (พระแก้วมรกต) พระพุทธชินราชจำลอง พระพุทธโสธรจำลอง และพระพุทธรูปหล่อพ่อวัดไร่ขิง

และภายในโดมเจดีย์ ได้วาดภาพจิตรกรรมฝาผนังเกี่ยวกับพระพุทธประวัติไว้ให้ชมด้วย

วัดคีรีวงศ์ เป็นที่ตั้งศูนย์เผยแผ่พระพุทธศาสนา จังหวัดนครสวรรค์ ในความอุปถัมภ์ของ กรมการศาสนา เป็นที่ตั้งอุทยานการศึกษา ศูนย์พัฒนาจิตเฉลิมพระเกียรติ และเป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดแห่งที่ 1.

วัดคีรีวงศ์ watkiriwong

ไหว้พระจุฬามณีเจดีย์ วัดคีรีวงศ์ นครสวรรค์

ตั้งต้นจาก เขตมีนบุรี กรุงเทพฯ ไปตามถนนรามคำแหง ผ่านซอยรามคำแหง 144 ผ่านโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาน้อมเกล้า

เวลา 06:26 น. ลอดใต้สะพาน ชิดซ้าย เข้าช่องทาง วนซ้ายขึ้นทางหลวงพิเศษ หมายเลข 9 ถนนกาญจนาภิเษก บางปะอิน ลำลูกกา

เวลา 06:37 น. ชิดขวา บางปะอิน

เวลา 06:41 น. จ่ายค่าผ่านทาง 30 บาทที่ด่านเก็บเงินธัญบุรี

เวลา 06:43 น. ชิดขวา บางปะอิน

เวลา 06:53 น. อีก 5 ก.ม.ถึงทางต่างระดับบางปะอิน เตรียมชิดซ้าย

เวลา 06:56 น. ชิดซ้าย เข้าทางต่างระดับ บางปะอิน อยุธยา เพื่อวนซ้ายเข้าถนนสายเอเชีย (ทางหลวงหมายเลข 32) แต่ถ้าพลาดชิดซ้ายไม่ได้ ให้ตรงไปช่องสระบุรี แล้ววนซ้ายลงถนนพหลโยธิน (ทางหลวงหมายเลข 1) ตรงไปสะพานกลับรถ ย้อนกลับมา ชิดขวาเข้าช่องอยุธยา ลอดใต้สะพาน แล้วชิดซ้าย บางปะอิน อยุธยา

เวลา 07:03 น. เลี้ยวซ้าย วนขวาเข้าถนนสายเอเชีย (ทางหลวงหมายเลข 32) เข้าช่อง อยุธยา นครสวรรค์

เวลา 07:04 น. เลี้ยวซ้าย อยุธยา นครสวรรค์

เวลา 07:06 น. เข้าช่อง อยุธยา นครสวรรค์

เวลา 07:56 น. ก่อนถึงทางแยกเลี้ยวซ้ายเข้า จ.อ่างทอง ให้หักพวงมาลัยชิดขวา ตรงไป นครสวรรค์ (ทางหลวงหมายเลข 32)

เวลา 08:16 น. ผ่านทางเลี้ยวซ้ายเข้า จ.สิงห์บุรี

เวลา 08:51 น. เข้าเขต จ.ชัยนาท มีป้ายบอกทางใหญ่ (อ.มโนรมย์ เลี้ยวซ้าย, จ.อุทัยธานี จ.นครสวรรค์ ตรงไป) ถึงทางแยก จุดสิ้นสุดทางหลวงหมายเลข 32 บรรจบทางหลวงพหลโยธิน หมายเลข 1

เวลา 08:53 น. สุดทางหลวงหมายเลข 32 เข้าสู่ทางหลวง พลโยธิน หมายเลข 1 เลยทางแยก มีป้ายบอกทางข้างถนน (อ.พยุหะคีรี 7 ก.ม., จ.นครสวรรค์ 34 ก.ม., จ.กำแพงเพชร 154 ก.ม.) ให้ตรงไป

เวลา 08:57 น. นครสวรรค์ ตรงไป

เวลา 09:09 น. ตรงไป นครสวรรค์

เวลา 09.17 น. ตรงไปข้ามสะพานเดชาติวงศ์ สุดเขตภาคกลางเข้าสู่ภาคเหนือ (จุดเริ่มต้นภาคเหนือตอนล่าง)

เวลา 09:18 น. ถึงป้ายใหญ่ (อ.โกรกพระ เลี้ยวซ้าย, จ.พิษณุโลก กำแพงเพชร ตรงไป, จ.นครสวรรค์ เลี้ยวขวา) ให้ตรงไป ผ่านแยกบิ๊กซี จนถึงป้าย (กำแพงเพชร ตาก ตรงไป, พิจิตร พิษณุโลก เลี้ยวขวา)

เวลา 09.19 น. ถึงสามแยกแล้วเลี้ยวขวา วนซ้ายตรงไป ถึงป้าย (กำแพงเพชร ตาก เลี้ยวซ้าย, พิจิตร พิษณุโลก ตรงไป, นครสวรรค์ เลี้ยวขวา) ถึงสี่แยกให้เลี้ยวขวาเข้าถนนมาตุลี แต่ถ้าพลาดเลี้ยวขวาไม่ได้ ให้ตรงไป กลับรถ

เวลา 09.23 น. กลับรถ แล้วชิดซ้าย ถึงทางแยก เลี้ยวซ้ายเข้าถนนมาตุลี ผ่านบิ๊กซี ตรงไป จนถึงซอยมาตุลี18 ให้เลี้ยวซ้าย ทางขึ้นเขาวัดคีรีวงศ์

ถึง พระจุฬามณีเจดีย์ วัดคีรีวงศ์ เวลา 09:34 น.

หมายเหตู: ออก กรุงเทพฯ เวลา 06:26 น. ถึง วัดคีรีวงศ์ เวลา 09:34 น. สุทธิใช้เวลา 3 ชั่วโมง 08 นาที

รวมระยะทาง ไป-กลับ 580 ก.ม. ความเร็วไม่เกิน 110 ก.ม./ช.ม. ซดน้ำมัน E20 35 ลิตร เฉลี่ย 16.5 ก.ม./ลิตร พาหนะ All New Honda Jazz SV CVT ปีผลิต 2015

ขากลับ จากนครสวรรค์ แวะ จ.สิงห์บุรี ผ่านการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดสิงห์บุรี จะมีป้าย (สิงห์บุรีชิดซ้าย) ให้ชิดซ้ายเตรียมขึ้นสะพาน วนขวาข้ามทางหลวงหมายเลข 32 ผ่านทางแยกไกรสรราชสีห์ ตรงไปสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา ถึงทางแยก รพ.สิงห์บุรี มีป้ายบอกทางไปวัดพระนอนจักรสีห์วรวิหาร นมัสการพระนอนจักรสีห์เป็นสิริมงคล และแวะไปวัดพิกุลทอง ซึ่งอยู่ถัดไปอีก 9 ก.ม. กราบสรีระหลวงพ่อแพ

ธนวุฒิ ดุษฎีปัญจพร
18 กันยายน 2559

วัดพระนอนจักรสีห์ วรวิหาร

เปิดบันทึกตำนาน ตอน หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง จ.สิงห์บุรี

หลวงพ่อแพ วัดพิกุลทอง

* * * * *

วันพฤหัสบดีที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ไปกิ๋นมาแล้ว..ลำขนาดเน้อ

** คลิกดูคลิป PlayList ชี้แนะเส้นทาง เที่ยวไปกับjazz..... **
17/17 ไปกิ๋นมาแล้ว..ลำขนาดเน้อ

ไปกิ๋นมาแล้ว..ลำขนาดเน้อ

"ข้าวซอยอำไพ(เจ้าเก่า)เมืองหละปูน"

"มื้อสายข้าวซอยอำไพ(รุ่นคุณลูกสาว) ที่ห้องแถวหน้าสถานีรถไฟเมืองหละปูน มื้อกลางวันก๋วยเตี๋ยว 3 บาทเมืองเจียงใหม่ปู้นนน....."

16:11 ใช้ถนนสายเก่า ถนนเชียงใหม่-ลำพูน หรือทางหลวงหมายเลข 106 ผ่านโรงเรียนจักรคำคณาทร จังหวัดลำพูน

16:13 เลี้ยวขวา ไปสถานีรถไฟลำพูน (ตรงไป ไปเชียงใหม่)

ไปครั้งแรก 27 พ.ย. อดกินข้าวซอยมื้อเย็น เพราะร้านข้าวซอยอำไพหยุดขายทุกวันอาทิตย์

วันอังคาร 29 พ.ย. ไปอีกครั้ง วันนี้ร้านเปิดได้กินสมอยาก

10:27 ถึงร้านข้าวซอยอำไพ(เจ้าเก่า) สั่งข้าวซอยหมูตุ๋น 1 ชาม 40 บาท รสชาดไม่เปลี่ยนอร่อยเหมือนกินตอนเด็กๆสมัยคุณแม่วันดียังสาวๆโน่น ..อิอิ (ข้าวซอยไก่ ข้าวซอยเนื้อวัว ก็มีบริการจ้า)

สองภาพนี้..ขออนุญาตยืมมาจากอัลบั้มคุณ Suwit Soothijirapan ขอขอบคุณครับ

"ก๋วยเตี๋ยว 3 บาทเมืองเจียงใหม่"

วันพฤหัสฯ 30 พ.ย. มื้อกลางวัน วันนี้ไปกินที่ร้านก๋วยเตี๋ยว 3 บาท ยังจำได้ไหม ร้านที่นายกฯยิ่งลักษณ์ชวนไปกินนั่นแหละ

10:54 จากหน้าค่ายกาวิละ เชียงใหม่ ไปตามถนนเชียงใหม่-ลำพูน หรือทางหลวงหมายเลข 106 เลียบฝั่งแม่น้ำปิง ผ่านแยกถนนเจริญเมือง (ถ้าเลี้ยวซ้ายขึ้นสะพานนวรัฐ เลี้ยวขวาไปสถานีรถไฟเชียงใหม่) ให้ตรงไป

10:56 ผ่านสี่แยกถนนแก้วนวรัฐ (ถ้าเลี้ยวซ้ายขึ้นสะพานนครพิงค์ เลี้ยวขวาไปขนส่งอาเขต ซุปเปอร์ไฮเวย์หรือทางหลวงหมายเลข 11) ให้ตรงไป ผ่านท่าเรือหางแมงป่อง ผ่าน สนง.สรรพสามิตภาคที่ 5 จนถึงสี่แยก

10:59 เลี้ยวขวา ถนนรัตนโกสินทร์ (ถ้าเลี้ยวซ้ายขึ้นสะพานรัตนโกสินทร์)

11:01 เลี้ยวซ้าย รัตนโกสินทร์ ซอย 1 (เงยหน้ามองป้ายติดไว้สูง ก๋วยเตี๋ยว 3 บาท ข้าวซอย 15 บาท)

สั่งก๋วยเตี๋ยว 9 ชามรวด ชามละ 3 บาทเหมือนเดิม (3 ชาม เท่ากับ 1 ชามกรุงเทพฯ) ตามด้วยข้าวซอย 1 ชาม ขึ้นราคาเป็นชามละ 25 บาท (โบราณว่ายัดทะนาน..อิอิ) รสชาดอร่อยเหมือนเดิมจ้ะ

11:44 กลับเส้นทางเดิมที่มาเมื่อตะกี้ เลี้ยวซ้ายเข้าถนนเชียงใหม่-ลำพูน ผ่าน สนง.สรรพสามิตภาคที่ 5 ผ่านท่าเรือหางแมงป่อง จนถึงสี่แยก

11:48 ถึงสี่แยก เลี้ยวขวา ขึ้นสะพานนครพิงค์ ไปจอดรถริมฝั่งแม่น้ำปิง เข้าตลาดต้นลำไย ซื้อผักผลไม้ แวะตลาดวโรรส ซื้อข้าวนึ่ง น้ำพริกหนุ่ม ไส้อั่ว จิ้นทอด แคบหมู กลับไปกินมื้อเย็นที่บ้าน"สวนเห็ดนงนุช"หละปูน.

* * * * *

วันพุธที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ขึ้นดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่

** คลิกดูคลิป PlayList ชี้แนะเส้นทาง เที่ยวไปกับjazz..... **
10/17 ขึ้นดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่ 29พ.ย.2559

ขึ้นดอยอินทนนท์ จังหวัดเชียงใหม่

ทางหลวงหมายเลข 108 เริ่มจากตัวเมืองเชียงใหม่ เส้นทางไป อ.หางดง อ.สันป่าตอง อ.ดอยหล่อ อ.จอมทอง

14:00 จุดเริ่มต้นใน อ.จอมทอง บนทางหลวงหมายเลข 108 บริเวณหลัก ก.ม.57 ตรงป้ายบอกทาง แม่ฮ่องสอน-ตรงไป / ดอยอินทนนท์-เลี้ยวขวา

14:01 เลี้ยวขวา ทางหลวงหมายเลข 1009 (เริ่มต้น ก.ม.1 ไปสิ้นสุดบนยอดดอยอินทนนท์ รวมระยะทาง 46.7 ก.ม.)

14:53 ผ่านทะเลเมฆหมอกทึบ ต้องใช้ไฟตัดหมอกช่วยส่องจึงมองเห็นทาง

14:55 ผ่านทะเลเมฆหมอกทึบ ต้องใช้ไฟตัดหมอกช่วยส่องจึงมองเห็นทาง

15:03 ถึงยอดดอย ใช้เวลา 63 นาที (15:03-14:00=63)

สูงสุดแดนสยาม สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลาง 2565.3341 เมตร วันนี้(29พ.ย.59)ข้างล่าง 30 องศา ยอดดอย 13 องศา หนาวพอทนได้..อิอิ

15:31 ลงดอย

16:26 ถึงจุดเริ่มต้น ใช้เวลา 55 นาที (16:26-15:31=55)

หมายเหตุ: ถ้าไปจากลำพูน ใช้ทางหลวงหมายเลข 1015 เส้นทางไป อ.สันป่าตอง (ระยะทางจากแยกวัดมหาวันวรมหาวิหาร ต.เหมืองง่า ประมาณ 15 ก.ม.) ไปเลี้ยวซ้ายเข้าทางหลวงหมายเลข 108 ที่ อ.สันป่าตอง

► เทคนิคขับรถขึ้นเขาลงเขา ของชาวเกียร์ออโต้ แค่นี้ก็ขับรถอย่างปลอดภัย

หลักการขับรถขึ้นเขา

1. ให้ใช้เกียร์ D หรือ D2-D1 ขึ้นอยู่กับความชันน้อยหรือมาก โดยให้ใช้เกียร์ D2-D1 ในการขับขึ้นเขาลงเขา และเปลี่ยนไปใช้เกียร์ D บ้าง เมื่อรถอยู่ในทางราบ

2. เหยียบคันเร่งตามจังหวะความชัน พยายามให้รอบเครื่องอยู่ประมาณ 2,000-3,500 ควบคุมไม่ให้เกิน 4,500

3. ใช้ความเร็วเพียง 50-80 km/h ไม่ต้องรีบ ไม่ต้องแข่งกับใคร ถ้ารถหลังรีบก็ให้ชิดซ้ายเพื่อเปิดทางให้เขาแซงไปก่อน

4. คุมระยะรถให้ห่างคันหน้าประมาณ 30-50 เมตร เพราะการเว้นระยะจะเผื่อไว้ในกรณีที่รถคันหน้าเกิดเหตุฉุกเฉิน เช่น ขึ้นไม่ไหว หรือรถตายกลางทาง คุณจะได้มีโอกาสหลบเลี่ยงได้อย่างปลอดภัย ที่สำคัญการเว้นระยะจะทำให้คุณมีโอกาสเร่งรถขึ้นเขาได้สบายมากขึ้นด้วย

5. เมื่อต้องขับรถโค้งต่อเนื่องรูปตัว S ต้องมองให้ไกล มองให้ลึก เมื่อแน่ใจว่าทางว่าง และไม่มีรถสวนมาให้ จากนั้นให้ถอนคันเร่งลง แล้วเสียบตัดโค้งในแนวการขับให้เป็นเส้นตรงมากที่สุด

6. การขับในทัศนวิสัยที่ไม่ดี หรือเป็นทางโค้งแคบที่มีสันเขาบังสายตา ควรเข้าโค้งแบบธรรมดา และต้องบีบแตรส่งสัญญาณก่อนทุกครั้งเพื่อป้องกันรถที่วิ่งสวนมา

หลักการขับรถลงเขา

1. ให้ใช้เกียร์ D หรือ D2-D1 เช่นเดียวกันตอนขึ้นเขา และห้ามใส่เกียร์ว่าง 'N' ลงเขาเด็ดขาด! เพราะจะทำให้รถไหลลงด้วยความเร็วสูง โดยไม่มีแรงหน่วงของเครื่องยนต์ ที่สำคัญอย่าลืมควบคุมความเร็วของรถให้สัมพันธ์กับเกียร์ด้วย

2. ห้ามย้ำเบรกค้างนานๆ เพราะจะทำให้ผ้าเบรกไหม้ คุมรถไม่อยู่ หรือ "เบรกแตก" ได้ ให้แตะเบรกเบาๆเป็นช่วงๆให้รู้สึกว่ารถชะลอความเร็วลง

3. ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ควรเหยียบคันเร่ง แต่ปล่อยให้รถลงมาเองด้วยเกียร์ D/D1-2

4. ก่อนเข้าโค้งหักศอกแล้วลาดลง ให้แตะเบรกลดความเร็วลงมาที่ 40-50 km/h ก็พอ

5. อย่าแซงรถใหญ่หรือรถบรรทุกหนักในช่วงทางลงเขาชัน เพราะรถพวกนี้จะมีอัตราเร่งสูงกว่ารถทั่วไป

การจะขับรถขึ้นเขาหรือลงเขาต้องอย่าลืมพกสติในการขับขี่ไปให้มากๆด้วย เพราะการขับรถเส้นทางเหล่านี้ไม่ใช่เส้นทางปกติที่คุณขับกันทุกวัน แต่เป็นการขับขี่บนเส้นทางที่มีความเสี่ยงสูง หากคุณประมาท โอกาสที่จะประสบอุบัติเหตุก็ย่อมเกิดขึ้นได้ง่ายมากกว่าปกติ.

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก Matichon Online

► อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

ทางหลวงหมายเลข 1009 เริ่มจากแยกทางหลวงหมายเลข 108 บริเวณกิโลเมตรที่ 57 อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ ตัดขึ้นอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ลักษณะเส้นทางจะลาดชันขึ้นเรื่อยๆ มีระยะทางทั้งสิ้น 46.7 กิโลเมตร

อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ มีพื้นที่ครอบคลุมอยู่ในท้องที่ อำเภอจอมทอง อำเภอแม่แจ่ม อำเภอแม่วาง และ อำเภอดอยหล่อ จังหวัดเชียงใหม่ มีเนื้อที่ประมาณ 482.4 ตารางกิโลเมตร หรือ 301,500 ไร่ ประกอบไปด้วยภูเขาสูงสลับซับซ้อน มีดอยอินทนนท์ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของทิวเขาอินทนนท์ (ทิวเขาถนนธงชัยตะวันออก) เป็นยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย

สภาพภูมิประเทศทั่วไปประกอบด้วยภูเขาสลับซับซ้อน มีดอยอินทนนท์เป็นยอดเขาที่สูงที่สุด สูงจากระดับน้ำทะเล 2,565.3341 เมตร ยอดเขาที่มีระดับสูงรองลงมาคือ ดอยหัวมดหลวง สูงจากระดับน้ำทะเล 2,330 เมตร

ป่าอินทนนท์นี้เป็นแหล่งกำเนิดของต้นน้ำแม่กลาง แม่ป่าก่อ แม่ปอน แม่หอย แม่ยะ แม่แจ่ม แม่ขาน และเป็นส่วนหนึ่งของต้นน้ำแม่ปิงที่ ให้พลังงานไฟฟ้าที่เขื่อนภูมิพล มีเอกลักษณ์ทางธรรมชาติที่สวยงาม เช่น น้ำตกต่างๆ โดยเฉพาะน้ำตกแม่ยะ ที่ได้ชื่อว่าสวยที่สุดของประเทศ

ดอยอินทนนท์ เดิมมีชื่อว่า "ดอยหลวงอ่างกา" ต่อมาได้ตั้งชื่อตามพระนามของพระเจ้าอินทวิชยนนท์ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ องค์ที่ 7

ในอุทยานนั้นมีสภาพป่าเป็น ป่าดิบเขา ป่าสน ป่าเต็งรัง และป่าเบญจพรรณ มีพันธุ์ไม้ ไม้สัก ไม้ตะเคียน สนเขา เต็ง เหียง มะเกลือ ไม้แดง ไม้ประดู่ ไม้รกฟ้า ไม้มะค่า ไม้เก็ดแดง ไม้จำปีป่า ไม้ตะแบก ฯลฯ นอกจากนี้ยังมีดอกไม้ป่าให้พบเห็นอีกด้วย เช่น ฟ้ามุ่ย ช้างแดง รองเท้านารี และกุหลาบป่าสำหรับมอส ข้าวตอกฤๅษี ออสมันด้า มีอยู่ทั่วไปในระดับสูง

แต่สัตว์ป่าในเขตอุทยานนั้นมีจำนวนน้อย เนื่องด้วยถูกชาวเขา ล่าไปเป็นอาหาร ปัจจุบันสัตว์ที่หลงเหลือก็มี เลียงผา กวางผา กวาง เสือ หมูป่า หมี ชะนี กระต่ายป่า และ ไก่ป่า

ปลาค้างคาวดอยอินทนนท์ เป็นปลาน้ำจืดขนาดเล็กในอันดับปลาหนังชนิดหนึ่ง ในวงศ์ปลาแค้ ที่พบได้เพียงแห่งเดียวเท่านั้นในโลก ที่ลำธารน้ำไหลแรงบนทิวเขาอินทนนท์ และอุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์ ที่ระดับความสูงจากระดับน้ำทะเลประมาณ 1,200 เมตร ปัจจุบันมีสถานะใกล้สูญพันธุ์แล้ว

* * * * *

วันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ขึ้นดอยคำ จังหวัดเชียงใหม่

** คลิกดูคลิป PlayList ชี้แนะเส้นทาง เที่ยวไปกับjazz..... **
9/17 ขึ้นดอยคำ จังหวัดเชียงใหม่ 28พ.ย.2559

ขึ้นดอยคำ จังหวัดเชียงใหม่

วัดพระธาตุดอยคำ ตั้งอยู่ที่ ตำบลแม่เหียะ อ.เมือง จ.เชียงใหม่ เดินทางไปได้ ตามเส้นทางเลียบคลองชลประทาน

วัดพระธาตุดอยคำสร้างในสมัยพระนางจามเทวีกษัตริย์แห่งหริภุญชัย ประกอบด้วยเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของพระพุทธเจ้า เดิมชื่อวัดสุวรรณบรรพต แต่ชาวบ้านเรียกว่า"วัดดอยคำ"

ขณะนั้นวัดดอยคำเป็นวัดร้าง ต่อมากรุแตกชาวบ้านพบโบราณวัตถุหลายชิ้น เช่น พระรอดหลวง พระหินทรายปิดทององค์ใหญ่ พระสามหมอ (เนื้อดิน) ซึ่งนำมาประดิษฐานไว้ ณ วัดพระธาตุดอยคำ

วัดพระธาตุดอยคำ จังหวัดเชียงใหม่ "ขอพรหลวงพ่อทันใจ"

เริ่มต้นจากทางลงดอยสุเทพ ถนนห้วยแก้ว ทางหลวงหมายเลข 1004 ผ่านอนุสาวรีย์ครูบาเจ้าศรีวิชัย ผ่านสวนสัตว์เชียงใหม่ ผ่านหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่

เวลา 13:04 น. เลี้ยวขวาสี่แยกถนนไปอำเภอหางดง ทางหลวงหมายเลข 121 ถนนเลียบคลองชลประทาน

เวลา 13:07 น. ผ่านแยกแรก หางดง ตรงไป

เวลา 13:10 น. ผ่านแยกสอง หางดง ตรงไป

เวลา 13:14 น. ผ่านแยกสาม แวะกินข้าว 30 นาที

เวลา 13:45 น. ผ่านแยกสี่ ชญยล วิว

เวลา 13:48 น. ผ่านแยกห้า วัดพระธาตุดอยคำ, อ.หางดง ตรงไป

เวลา 13:52 น. ถึงแยกหก เลี้ยวขวาไป เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี

เวลา 13:53 น. ถึงป้ายบอกทาง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ ตรงไป, เชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เลี้ยวซ้าย, วัดพระธาตุดอยคำ เลี้ยวขวา

เวลา 14:00 น. ถึงวัดพระธาตุดอยคำ ตรงไปลานจอดรถ

เวลา 14:47 น. ลงดอย

เวลา 15:02 น. ถึงทางแยก เลี้ยวขวาไป อ.สันป่าตอง




* * * * *

วันจันทร์ที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ขึ้นดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่

** คลิกดูคลิป PlayList ชี้แนะเส้นทาง เที่ยวไปกับjazz..... **
6/17 ไหว้พระธาตุดอยสุเทพ 28-11-2559
7/17 Bird’s eyes view วัดพระธาตุดอยสุเทพ
8/17 ขึ้นดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่ 28พ.ย.2559

ขึ้นดอยสุเทพ จังหวัดเชียงใหม่

เวลา 10:16 เริ่มต้นจากหน้ามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ถนนห้วยแก้ว ทางหลวงหมายเลข 1004 ผ่านสวนสัตว์เชียงใหม่ เลี้ยวขวาขึ้นดอยสุเทพ

เวลา 10:19 เลี้ยวซ้ายทางเข้าน้ำตกห้วยแก้ว แวะกราบอนุสาวรีย์ครูบาเจ้าศรีวิชัย นักบุญล้านนาไทย ผู้สร้างทางขึ้นดอยสุเทพ

เวลา 10:34 วนขวา เลี้ยวซ้ายขึ้นดอยสุเทพ

เวลา 10:55 ถึงยอดดอยสุเทพ ใช้เวลา 21 นาที (10:55-10:34=21)

เวลา 12:39 ลงดอย ใช้เวลา 19 นาที (12:58-12:39=19)

เวลา 12:58 ผ่านสวนสัตว์เชียงใหม่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร (คำเมือง: ) พระอารามหลวง ชั้นโท ชนิดราชวรวิหาร ตั้งอยู่บนยอดดอยสุเทพ เป็นหนึ่งในวัดที่มีความสำคัญมากที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่ ก่อสร้างตามแบบศิลปะล้านนา มีเจดีย์ทรงเชียงแสน ฐานสูงย่อมุมระฆังทรงแปดเหลี่ยมปิดด้วยทองจังโก 2 ชั้น ลานเจดีย์เป็นจุดชมทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ ทางขึ้นเป็นบันไดนาคเจ็ดเศียรก่อปูน

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 1929 ในสมัยพญากือนา กษัตริย์องค์ที่ 6 แห่งอาณาจักรล้านนา ราชวงศ์มังราย พระองค์ทรงได้อัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุองค์ใหญ่ ที่ได้ทรงเก็บไว้สักการบูชาส่วนพระองค์ถึง 13 ปี มาบรรจุไว้ที่นี่ ด้วยการทรงอธิษฐานเสี่ยงช้างมงคลเพื่อเสี่ยงทายสถานที่ประดิษฐาน พอช้างมงคลเดินมาถึงยอดดอยสุเทพ มันก็ร้องสามครั้ง พร้อมกับทำประทักษิณสามรอบ แล้วล้มลง

พระองค์จึงโปรดเกล้าฯให้ขุดดินลึก 8 ศอก กว้าง 6 วา 3 ศอก หาแท่นหินใหญ่ 6 แท่น มาวางเป็นรูปหีบใหญ่ในหลุม แล้วอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุลงประดิษฐานไว้ จากนั้นถมด้วยหิน แล้วก่อพระเจดีย์สูง 5 วา ครอบบนนั้น ด้วยเหตุนี้จึงห้ามพุทธศาสนิกชนที่ไปนมัสการสวมรองเท้าในบริเวณพระธาตุ และมิให้สตรีเข้าไปบริเวณนั้น

ในปี พ.ศ. 2081 สมัยพระเมืองเกษเกล้า กษัตริย์องค์ที่ 12 ได้โปรดฯให้เสริมพระเจดีย์ให้สูงกว่าเดิม เป็นกว้าง 6 วา สูง 11 ศอก พร้อมทั้งให้ช่างนำทองคำทำเป็นรูปดอกบัวทองใส่บนยอดเจดีย์ และต่อมาเจ้าท้าวทรายคำ ราชโอรสได้ทรงให้ตีทองคำเป็นแผ่นติดที่พระบรมธาตุ

ในปี พ.ศ. 2100 พระมหาญาณมงคลโพธิ์ วัดอโศการาม เมืองลำพูน ได้สร้างบันไดนาคหลวงทั้ง 2 ข้าง เพื่อให้ประชาชนขึ้นไปสักการะได้สะดวกขึ้น และกระทั่งถึงสมัยครูบาเจ้าศรีวิชัย ท่านได้สร้างถนนขึ้นไป โดยถนนที่สร้างนี้มีความยาวถึง 11.53 กิโลเมตร

วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร (คำเมือง)

@ คลิกดู(คำเมือง)ที่นี่.. วัดพระธาตุดอยสุเทพราชวรวิหาร

* * * * *

วันอาทิตย์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2559

ขึ้นดอยวัดพระพุทธบาทตากผ้า จังหวัดลำพูน

** คลิกดูคลิป PlayList ชี้แนะเส้นทาง เที่ยวไปกับjazz..... **
5/17 ขึ้นดอยวัดพระพุทธบาทตากผ้า จังหวัดลำพูน 27พ.ย.2559

ขึ้นดอยวัดพระพุทธบาทตากผ้า จังหวัดลำพูน

12:34 เริ่มต้นจาก อนุสาวรีย์พระนางจามเทวี สวนสาธารณะหนองดอก ผ่านวิทยาลัยเทคนิคลำพูน ไปตามทางหลวงหมายเลข 106 ลงใต้มุ่งสู่อำเภอป่าซาง (ขาไปภาพไม่ค่อยชัดเพราะกล้องหน้ารถถ่ายย้อนแสง)

12:58 ถึงป้ายบอกทาง เลี้ยวซ้ายเข้าวัดซึ่งเป็นทางตรงมองเห็นยอดเจดีย์บนดอยแต่ไกล ซึ่งเป็นภาพประทับใจที่สวยงาม ตรงมณฑปมีบันไดทอดขึ้นไปสู่พระเจดีย์ สร้างด้วยศิลาทั้งหมด สองข้างบันใดเป็นรูปพญานาคเจ็ดเศียรมีลำตัวทอดยาวตั้งแต่เชิงบันใดบริเวณพระธาตุ มีความยาว 469 ขั้น

วัดพระพุทธบาทตากผ้า ตั้งอยู่หมู่ 6 บ้านพระบาท ตำบลมะกอก อำเภอป่าซาง จังหวัดลำพูน เดิมเป็นวัดราษฎร์ ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมาเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ.2516 และได้รับการยกฐานะเป็นเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญ เมื่อวันที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ.2521 ตั้งอยู่ในเนื้อที่ประมาณ 175 ไร่ ซึ่งเป็นเนินเขาเตี้ยๆ อยู่ใกล้ดอย 2 ลูกคือ ดอยช้างและดอยเครือ อยู่ห่างจากเมืองลำพูนประมาณ 19 กิโลเมตร เป็นปูชนียสถานที่สำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดลำพูน

13:02 ถึงวัดตรงไปกราบนมัสการหุ่นขี้ผึ้งรูปเหมือน ท่านครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก เป็นหุ่นที่ปั้นเท่าองค์จริงสร้างเมื่อวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2527 (ก่อนท่านครูบามรณภาพเพียงสองวัน) ประดิษฐานไว้กลางกุฏิไม้สักหลังใหม่ ซึ่งแต่เดิมนั้นเป็นกุฏิที่พักของท่านครูบา ซึ่งปัจจุบันใช้เป็นที่ประดิษฐานหุ่นขี้ผึ้งของท่านครูบา และเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ รวมถึงพระธาตุของพระสาวกของพระพุทธเจ้า

13:35 ขึ้นดอยนมัสการพระธาตุเจดีย์ 4 ครูบา

พระสุพรหมยานเถระ (ครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก) ได้เคยปรารภให้ศิษย์ฟังตั้งแต่ปี พ.ศ. 2520 ว่า อยากจะสร้างพระธาตุเจดีย์สักองค์บนยอดดอยเครือ ซึ่งเป็นดอยที่ตั้งอยู่หลังวัดพระพุทธบาทตากผ้า และได้ปรารภอีกหลายครั้ง อันแสดงถึงความตั้งใจที่จะสร้างพระธาตุเจดีย์บนดอยเครือ เพื่อเป็นที่ประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ โดยท่านได้ให้แนวคิดว่า เมื่อมองแต่ไกลสามารถมองเห็นยอดเจดีย์ให้ตรงกับมณฑปมีบันไดทอดขึ้นไปสู่พระเจดีย์ก็จะเกิดความสวยงามเป็นอย่างยิ่ง และครั้งสุดท้ายท่านก็ ปรารภที่จะสร้างและให้รีบดำเนินการขอเช่าดอยเครือจากกรมป่าไม้ให้เรียบร้อย ก่อนที่จะถึงมรณภาพเพียงสองวัน คือในวันที่ 17 สิงหาคม พ.ศ.2527 อันเป็นวันมรณภาพของท่านครูบา

คณะศิษย์โดยมี ท่านพระครูเวฬุวันพิทักษ์ (พระมหาเขื่อนคำ อตฺตสนฺโต) เจ้าอาวาสวัดพระพุทธบาทตากผ้า ได้สนองเจตนารมณ์ของท่านครูบา ท่านรับเป็นประธานในการก่อสร้าง ออกแบบแปลน และหาทุนทรัพย์ในการก่อสร้าง โดยคำนึงถึงความสวยงาม และประโยชน์ใช้สอยอย่างสูงสุด รูปแบบสถาปัตยกรรมของพระธาตุ 4 ครูบา ได้นำแบบมาจากโบราณสถานซึ่งกอร์ปด้วยศิลปะอันทรงคุณค่าหลายแห่งเข้าด้วยกัน ดังนี้

1. องค์พระเจดีย์ ได้นำรูปแบบมาจากพระธาตุหริภุญชัย จังหวัดลำพูน มีลักษณะเป็นรูปทรงระฆังแบบล้านนา ที่สวยงามห่อหุ้มทองแดง(ทองจั๋งโก๋) ก่อนปิดทองจริง

2. ซุ้มใหญ่ภายใน ได้นำรูปแบบมาจากพระบรมธาตุศรีจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ และแบบพระเจ้าล้านทอง จังหวัดลำปาง

3. ซุ้มประตูเข้าสู่ลานพระเจดีย์ ได้นำรูปแบบมาจากซุ้มประตูวัดพระธาตุลำปางหลวงจังหวัดลำปาง ประตูใช้ไม้สักทอง แกะสลักลวดลายอย่างสวยงาม ส่วนยอดของพระเจดีย์ ได้บรรจุของมีค่า เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา ในส่วนทรงระฆัง ด้านบน ได้บรรจุพระบรมสารีริกธาตุนับหมื่นองค์

13:42 ถึงยอดดอย

ส่วนฐานของเจดีย์ เป็นทรงระฆังใหญ่ มีประตูเข้าทั้ง 4 ด้าน ข้างในเป็นโถงใหญ่ ตั้งมณฑปตรงกลางภายใน ได้ประดิษฐานรูปหล่อของ 4 ครูบาไว้ ทิศละรูป พร้อมบรรจุอัฐิของแต่ละครูบาไว้ในองค์รูปหล่อเหมือนของแต่ละรูปด้วย อันเป็นที่มาของชื่อ พระธาตุเจดีย์ 4 ครูบา ประกอบด้วย

ทิศตะวันออก ประดิษฐานรูปหล่อของ ครูบาพ่อเป็ง โพธิโก (บิดา) วัดนครเจดีย์ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ชาตะ พ.ศ.2405 มรณภาพ พ.ศ.2495 สิริอายุได้ 90 ปี พรรษา 28

ทิศใต้ ประดิษฐานรูปหล่อของ พระสุธรรมญาณเถร (ครูบาอินทจักรรักษา) (พี่ชาย) วัดวนาราม อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ ชาตะ พ.ศ.2539 มรณภาพ พ.ศ.2521 สิริอายุได้ 82 ปี พรรษา 62

ทิศเหนือ ประดิษฐานรูปหล่อของ พระสุพรหมญาณเถร (ครูบาพรหมา พฺรหฺมจกฺโก) วัดพระพุทธบาทตากผ้า อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ชาตะ พ.ศ.2441 มรณภาพ พ.ศ.2527 สิริอายุได้ 87 ปี พรรษา 67

ทิศตะวันตก ประดิษฐานรูปหล่อของ พระครูสุนทรคัมภีรญาณ (ครูบาคัมภีระ) (น้องชาย) วัดดอยน้อย อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ชาตะ พ.ศ.2443 มรณภาพ พ.ศ.2503 สิริอายุได้ 60 ปี พรรษา 40

ความดำริของท่านครูบา ได้สำเร็จสมดังความปรารถนาทุกประการ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาสยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จมายกยอดฉัตรพระเจดีย์ เมื่อวันที่ 15 กุมพาพันธ์ พ.ศ.2531 เวลา 9.00 น.

14:24 ลงดอย

14:29 เลี้ยวซ้าย

14:32 เลี้ยวขวา

14:33 ขับเลยทางเข้า ต้องกลับรถ เลี้ยวขวาวนเที่ยวบ้านมะกอก 1 รอบ

14:42 เลี้ยวซ้ายกลับลำพูน แวะตลาดหนองดอกกินข้าวมื้อค่ำ แล้วขับรถวนรอบเมือง ดูความเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา

17:00 ถึงบ้าน "สวนเห็ดนงนุช" (ขากลับภาพสองข้างทางชัดเจนเพราะกล้องหน้ารถถ่ายตามแสง)

* * * * *

@ คลิกอ่านที่นี่.. ประวัติวัดพระพุทธบาทตากผ้า